ชีวิตการทำงาน · อ่าน 3 นาที

เงินเดือน
หายไปไหนบ้าง?

เขียนโดย ทีมบรรณาธิการคิดให้

เงินเดือนในสัญญาอาจไม่เท่ากับยอดที่เข้าบัญชี เพราะมีรายการหักตามสิทธิและข้อตกลง

ประกันสังคม หักเท่าไหร่ ทำไมมีเพดาน

ลูกจ้างที่เป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 จะถูกหักเงินสมทบประกันสังคม 5% ของค่าจ้าง โดยคำนวณจากฐานค่าจ้างขั้นต่ำ 1,650 บาท ไปจนถึงฐานสูงสุด 15,000 บาทต่อเดือน แปลว่าต่อให้เงินเดือน 50,000 หรือ 100,000 บาท เงินสมทบก็จะถูกหักสูงสุดไม่เกิน 750 บาทต่อเดือนเท่านั้น เพราะฐานคำนวณถูกตัดไว้ที่ 15,000 บาท นายจ้างต้องสมทบให้อีกเท่ากันในทุกเดือน เงินสมทบส่วนนี้ไม่ได้หายไปเฉยๆ แต่ถูกนำไปใช้เป็นสิทธิประโยชน์ 7 กรณี ได้แก่ เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และว่างงาน ควรทราบว่าภาครัฐมีแผนทยอยปรับเพดานฐานค่าจ้างขึ้นเป็นขั้นบันไดในปีต่อๆ ไป ซึ่งจะทำให้เพดานเงินสมทบสูงสุดต่อเดือนเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ควรตรวจสอบอัตราล่าสุดจากเว็บไซต์สำนักงานประกันสังคมหรือแอป SSO Connect ก่อนนำไปคำนวณจริง

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย คำนวณจากอะไร

นายจ้างมีหน้าที่ประมาณการรายได้ทั้งปีของลูกจ้างแต่ละคน (เงินเดือน × 12 บวกโบนัสหรือรายได้ประจำอื่นที่แจ้งไว้ล่วงหน้า) แล้วหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนตามสิทธิที่แจ้งไว้ เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว เงินสมทบประกันสังคม เพื่อคำนวณภาษีที่ต้องจ่ายทั้งปี ก่อนหารเฉลี่ยเป็นยอดหักรายเดือน โครงสร้างอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบขั้นบันไดในปัจจุบันคือ เงินได้สุทธิ 0-150,000 บาทแรกได้รับยกเว้นภาษี ช่วง 150,001-300,000 บาทเสีย 5% ช่วง 300,001-500,000 บาทเสีย 10% ช่วง 500,001-750,000 บาทเสีย 15% ช่วง 750,001-1,000,000 บาทเสีย 20% ช่วง 1,000,001-2,000,000 บาทเสีย 25% ช่วง 2,000,001-5,000,000 บาทเสีย 30% และส่วนเกิน 5,000,000 บาทเสีย 35% คนที่เงินเดือนไม่สูงมากและใช้สิทธิลดหย่อนพื้นฐานครบ อาจไม่มีภาษีถูกหักเลยในแต่ละเดือน เพราะรายได้สุทธิยังไม่ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษี

เทียบเงินเดือนสุทธิ 3 ระดับ

เห็นตัวเลขลอยๆ อาจนึกภาพไม่ออกว่าเงินเดือนที่สูงขึ้นถูกหักไปมากขึ้นแค่ไหน ลองเทียบพนักงานโสด ไม่มีรายได้อื่น ใช้สิทธิลดหย่อนพื้นฐานอย่างเดียว ที่เงินเดือน 3 ระดับ:

เงินเดือนประกันสังคม/เดือนภาษีเฉลี่ย/เดือนสุทธิเข้าบัญชีสัดส่วนที่หายไป
25,000 บาท750 บาท0 บาท24,250 บาท3.0%
50,000 บาท750 บาท1,717 บาท47,533 บาท4.9%
100,000 บาท750 บาท10,229 บาท89,021 บาท11.0%

สิ่งที่เห็นชัดจากตารางนี้คือประกันสังคมหักเท่ากันทุกระดับ (750 บาท เพราะติดเพดานฐาน 15,000 บาท) แต่ภาษีต่างหากที่ทำให้สัดส่วนเงินที่หายไปเพิ่มขึ้นเร็วตามเงินเดือน — จาก 3% ที่เงินเดือน 25,000 บาท ขยับไปเกือบ 11% ที่เงินเดือน 100,000 บาท นี่คือเหตุผลที่คนเงินเดือนสูงมักรู้สึกว่า "ยิ่งเงินเดือนขึ้น ยิ่งโดนหักเยอะ" ทั้งที่เปอร์เซ็นต์ประกันสังคมเท่าเดิมเป๊ะ ตัวการจริงคือภาษีขั้นบันไดที่ขยับตามฐานรายได้

รายการหักอื่น ๆ ที่อาจเจอในสลิป

นอกจากประกันสังคมและภาษี สลิปเงินเดือนอาจมีรายการหักอื่นที่ไม่ใช่ภาคบังคับตามกฎหมายแต่เกิดจากความสมัครใจหรือข้อตกลงกับบริษัท เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่งลูกจ้างเลือกสะสมได้เอง 2-15% ของค่าจ้าง โดยนายจ้างสมทบให้เพิ่มตามเงื่อนไขของแต่ละบริษัท เงินกู้สวัสดิการหรือเงินกู้สหกรณ์ออมทรัพย์ที่หักผ่อนชำระรายเดือน ค่าเบี้ยประกันกลุ่มที่บริษัทจัดให้ (กรณีลูกจ้างสมทบร่วม) หรือค่าใช้จ่ายอื่นตามที่ลูกจ้างยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษร เช่น ค่าอุปกรณ์ทำงานที่ตกลงผ่อนจ่าย รายการเหล่านี้ต่างจากประกันสังคมและภาษีตรงที่นายจ้างหักได้ก็ต่อเมื่อลูกจ้างยินยอมเท่านั้น หากพบรายการหักที่ไม่เคยยินยอมควรทวงถามฝ่ายบุคคลทันที

ตัวอย่างการคำนวณเงินเดือนสุทธิจริง

สมมติพนักงานเงินเดือน 35,000 บาทต่อเดือน โสด ไม่มีรายได้อื่น ใช้สิทธิลดหย่อนพื้นฐานอย่างเดียว การคำนวณคร่าวๆ เป็นดังนี้ รายได้ทั้งปี = 35,000 × 12 = 420,000 บาท หักค่าใช้จ่าย 50% ของเงินได้แต่ไม่เกิน 100,000 บาท เหลือ 320,000 บาท หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท และเงินสมทบประกันสังคมทั้งปี 750×12=9,000 บาท เหลือเงินได้สุทธิ 251,000 บาท เมื่อคำนวณตามอัตราขั้นบันได 150,000 บาทแรกไม่เสียภาษี ส่วนที่เหลือ 101,000 บาทเสีย 5% เท่ากับภาษีทั้งปีประมาณ 5,050 บาท เฉลี่ยเป็นภาษีหัก ณ ที่จ่ายรายเดือนประมาณ 421 บาท ดังนั้นเงินเดือนสุทธิที่เข้าบัญชีต่อเดือน = 35,000 - 750 (ประกันสังคม) - 421 (ภาษี) = 33,829 บาท หากพนักงานคนนี้สมัครกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพิ่ม 3% อีก 1,050 บาทต่อเดือน เงินสุทธิที่เข้าบัญชีจะลดลงเหลือประมาณ 32,779 บาท แต่เงินก้อนนี้ไม่ได้หายไป ยังเป็นเงินออมของตัวเองที่งอกดอกผลต่อในกองทุน

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเกี่ยวกับสลิปเงินเดือน

หลายคนเข้าใจผิดว่าเงินเดือนสุทธิเท่ากับเงินเดือนตามสัญญาลบด้วยประกันสังคมอย่างเดียว โดยลืมนึกถึงภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่อาจเพิ่มขึ้นเมื่อได้รับโบนัสหรือค่าคอมมิชชั่นก้อนใหญ่ในบางเดือน ทำให้เดือนนั้นเงินเข้าบัญชีน้อยกว่าที่คาดไว้มาก อีกความเข้าใจผิดคือคิดว่าเงินสมทบประกันสังคมจะเพิ่มขึ้นตามเงินเดือนไม่มีเพดาน ทั้งที่จริงแล้วถูกตัดไว้ที่ฐาน 15,000 บาทเสมอ นอกจากนี้หลายคนไม่เคยตรวจสอบยอดภาษีหัก ณ ที่จ่ายสะสมทั้งปีเทียบกับภาษีที่ต้องเสียจริงตอนยื่นแบบ ภ.ง.ด.90/91 ทำให้พลาดโอกาสขอคืนภาษีในกรณีที่นายจ้างหักไว้เกินความจำเป็น โดยเฉพาะคนที่มีค่าลดหย่อนเพิ่มเติมระหว่างปี เช่น ซื้อประกันชีวิตหรือกองทุน RMF/SSF แต่ไม่ได้แจ้งนายจ้างปรับยอดหักตั้งแต่ต้นปี

เคล็ดลับอ่านสลิปและวางแผนเงินเดือนสุทธิ

คำถามที่พบบ่อย

คำถาม เงินเดือน 15,000 บาทกับ 50,000 บาท จ่ายประกันสังคมเท่ากันจริงไหม
คำตอบ จริง เพราะฐานคำนวณเงินสมทบถูกตัดไว้สูงสุดที่ 15,000 บาทเสมอ ทั้งสองกรณีจึงจ่ายเงินสมทบสูงสุดเท่ากันคือ 750 บาทต่อเดือน ต่างกันที่ยอดภาษีหัก ณ ที่จ่ายซึ่งจะสูงกว่าตามรายได้ที่มากขึ้น

คำถาม ทำไมเดือนที่ได้โบนัสถึงถูกหักภาษีเยอะเป็นพิเศษ
คำตอบ เพราะนายจ้างคำนวณภาษีทั้งปีใหม่โดยรวมโบนัสเข้าไปในรายได้ทั้งก้อน แล้วหักภาษีที่ยังไม่ได้หักของเดือนนั้นเพิ่มเข้าไปในคราวเดียว ไม่ใช่การเก็บภาษีโบนัสในอัตราพิเศษที่สูงกว่าเงินเดือนปกติ

คำถาม ถ้านายจ้างหักภาษีเกินไปทั้งปี ขอคืนได้ไหม
คำตอบ ได้ ให้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90 หรือ 91) ภายในกำหนดเวลาของกรมสรรพากร ระบบจะคำนวณภาษีที่ต้องเสียจริงเทียบกับยอดที่ถูกหักไปแล้ว หากหักไว้เกินจะได้เงินคืนตามระบบพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขบัตรประชาชน

คำถาม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพหักแล้วเอาเงินคืนได้เมื่อไหร่
คำตอบ โดยทั่วไปจะได้รับคืนเมื่อออกจากงานหรือเกษียณตามเงื่อนไขที่กองทุนกำหนด บางกรณีลาออกก่อนอายุงานครบตามเกณฑ์อาจได้รับเฉพาะเงินสะสมส่วนตัวคืนเต็มจำนวน ส่วนเงินสมทบจากนายจ้างอาจได้รับตามสัดส่วนอายุสมาชิกภาพ ควรตรวจข้อบังคับกองทุนของบริษัทตัวเองให้ชัดก่อนตัดสินใจลาออก