ชีวิตการทำงาน · อ่าน 6 นาที

โบนัสสิ้นปี
โดนหักภาษีเท่าไหร่?

เขียนโดย ทีมบรรณาธิการคิดให้

หลายคนตกใจเวลาเห็นเงินโบนัสที่โอนเข้าบัญชีจริงน้อยกว่าตัวเลขที่บริษัทประกาศ นี่คือสาเหตุ

โบนัสถือเป็นเงินได้แบบเดียวกับเงินเดือน

โบนัสถูกนับเป็นเงินได้ประเภทเดียวกับเงินเดือน (เงินได้ตามมาตรา 40(1)) จึงต้องเสียภาษีตามอัตราก้าวหน้าเช่นเดียวกัน ไม่มีอัตราภาษีพิเศษแยกต่างหากสำหรับโบนัสแต่อย่างใด ไม่ว่านายจ้างจะเรียกเงินก้อนนี้ว่าโบนัส เงินรางวัลประจำปี หรือค่าตอบแทนพิเศษ ก็ถูกนำมารวมคำนวณเป็นเงินได้พึงประเมินของปีภาษีนั้นเหมือนกันทั้งหมด

ทำไมเดือนที่ได้โบนัสภาษีถึงถูกหักเยอะเป็นพิเศษ

เวลาคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายในแต่ละเดือน นายจ้างมักประมาณการรายได้ทั้งปีจากรายได้เดือนนั้นคูณ 12 เมื่อเดือนไหนมีโบนัสรวมอยู่ด้วย ตัวเลขประมาณการทั้งปีจึงสูงขึ้นมาก ทำให้อัตราภาษีที่ใช้คำนวณเดือนนั้นสูงตามไปด้วย เงินภาษีที่ถูกหักไปจึงดูเยอะกว่าปกติ แต่ไม่ได้หมายความว่าเสียภาษีเกินจริงเสมอไป เพราะจะถูกนำไปสรุปรวมตอนยื่นภาษีประจำปีอีกครั้ง หลักการนี้เรียกว่าวิธีเฉลี่ยเงินได้ทั้งปี (Annualization) ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ฝ่ายบุคคลใช้เมื่อจ่ายเงินได้ที่ไม่ใช่เงินเดือนปกติ เช่น โบนัส ค่าคอมมิชชันก้อนใหญ่ หรือเงินรางวัลพิเศษ เพื่อป้องกันไม่ให้ยอดภาษีที่หักทั้งปีน้อยเกินไปจนต้องจ่ายเพิ่มก้อนใหญ่ตอนยื่นแบบ

จะรู้ภาษีที่ต้องจ่ายจริงได้อย่างไร

วิธีที่แม่นยำที่สุดคือนำรายได้ทั้งปีรวมโบนัสและค่าลดหย่อนทั้งหมดมาคำนวณภาษีจริงตอนสิ้นปี หากพบว่าถูกหักภาษีระหว่างปีเกินยอดที่ต้องจ่ายจริง สามารถขอคืนภาษีได้ตอนยื่นแบบประจำปี ระหว่างปีสามารถประเมินคร่าว ๆ ได้เองโดยรวมเงินเดือนสุทธิทั้งปีบวกโบนัสที่คาดว่าจะได้รับ หักด้วยค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนตามสิทธิที่มี แล้วเทียบกับอัตราภาษีก้าวหน้าปัจจุบัน ได้แก่ เงินได้สุทธิ 0-150,000 บาทแรกยกเว้นภาษี ช่วง 150,001-300,000 บาทเสีย 5% ช่วง 300,001-500,000 บาทเสีย 10% ช่วง 500,001-750,000 บาทเสีย 15% ช่วง 750,001-1,000,000 บาทเสีย 20% ช่วง 1,000,001-2,000,000 บาทเสีย 25% ช่วง 2,000,001-5,000,000 บาทเสีย 30% และส่วนที่เกิน 5,000,000 บาทเสีย 35%

เช็กลิสต์เรื่องภาษีโบนัส

ตัวอย่างการคำนวณภาษีโบนัสรวมทั้งปี

สมมติพนักงานเงินเดือน 35,000 บาทต่อเดือน ได้รับโบนัสสิ้นปี 2 เดือนเงินเดือน คิดเป็น 70,000 บาท รวมรายได้ทั้งปี = (35,000 x 12) + 70,000 = 490,000 บาท หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาจ่าย 50% ของเงินได้แต่ไม่เกิน 100,000 บาท (50% ของ 490,000 คือ 245,000 บาท แต่ถูกจำกัดเพดานไว้ที่ 100,000 บาท) เหลือ 390,000 บาท จากนั้นหักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท เหลือเงินได้สุทธิ 330,000 บาท นำไปคำนวณตามอัตราก้าวหน้า 150,000 บาทแรกได้รับยกเว้น ช่วง 150,001-300,000 บาท (150,000 บาท) เสียภาษี 5% คิดเป็น 7,500 บาท ส่วนที่เหลืออีก 30,000 บาทอยู่ในช่วง 300,001-500,000 บาท เสียภาษี 10% คิดเป็น 3,000 บาท รวมภาษีที่ต้องจ่ายทั้งปีประมาณ 10,500 บาท ตัวอย่างนี้ยังไม่รวมค่าลดหย่อนอื่น เช่น ประกันสังคมหรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งถ้ามีจะช่วยลดยอดภาษีที่ต้องจ่ายจริงลงไปอีก

เทียบภาษีที่เพิ่มขึ้นจากโบนัส 3 ระดับเงินเดือน

ตัวเลขที่คนมักอยากรู้จริง ๆ ไม่ใช่ภาษีทั้งปี แต่คือ "ภาษีที่เพิ่มขึ้นเพราะได้โบนัสก้อนนี้โดยเฉพาะ" ลองคำนวณด้วยวิธีเดียวกับตัวอย่างข้างต้น (หักค่าใช้จ่ายเหมาจ่ายเต็มเพดาน 100,000 บาท และค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท) โดยสมมติว่าได้โบนัส 2 เดือนเงินเดือนเท่ากันทั้ง 3 กรณี แล้วเทียบภาษีทั้งปีก่อนกับหลังรวมโบนัส

เงินเดือนโบนัส (2 เดือน)ภาษีทั้งปี ไม่รวมโบนัสภาษีทั้งปี รวมโบนัสภาษีที่เพิ่มขึ้นจากโบนัสคิดเป็น % ของโบนัส
25,000 บาท50,000 บาท0 บาท2,000 บาท2,000 บาท4.0%
35,000 บาท70,000 บาท5,500 บาท10,500 บาท5,000 บาท7.1%
60,000 บาท120,000 บาท36,500 บาท54,500 บาท18,000 บาท15.0%

สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ "อัตราภาษีที่กินโบนัส" ไม่ใช่ตัวเลขคงที่ แต่ขึ้นอยู่กับว่าเงินเดือนฐานของแต่ละคนอยู่ใกล้รอยต่อขั้นบันไดภาษีไหนอยู่แล้ว พนักงานเงินเดือน 25,000 บาทเกือบไม่เสียภาษีเพิ่มจากโบนัสเลยเพราะรายได้สุทธิยังอยู่ในช่วงได้รับยกเว้น ขณะที่พนักงานเงินเดือน 60,000 บาทเสียภาษีเพิ่มจากโบนัสก้อนเดียวถึง 15% เพราะโบนัสไปดันรายได้สุทธิให้ตกอยู่ในขั้นบันได 15% เต็มช่วง นี่คือเหตุผลที่คนเงินเดือนสูงมักรู้สึกว่า "โบนัสถูกหักภาษีหนักกว่าคนอื่น" ทั้งที่ใช้อัตราก้าวหน้าเดียวกันทุกคน

โบนัสกับประกันสังคม ต้องหักเพิ่มไหม

เงินสมทบประกันสังคมคำนวณจากฐานค่าจ้างรายเดือนปกติเท่านั้น โดยมีเพดานฐานคำนวณสูงสุดที่ 15,000 บาทต่อเดือน (อัตราเงินสมทบฝ่ายลูกจ้าง 5% ของฐานค่าจ้าง) เงินโบนัสที่จ่ายเป็นก้อนพิเศษไม่ได้ถูกนำมารวมเป็นฐานคำนวณเงินสมทบประกันสังคมเพิ่มเติม พนักงานจึงไม่ต้องกังวลว่าเดือนที่ได้โบนัสจะถูกหักเงินสมทบประกันสังคมมากขึ้น ส่วนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) นั้นขึ้นอยู่กับข้อบังคับกองทุนของแต่ละบริษัทว่านับโบนัสเป็นฐานคำนวณเงินสะสมหรือไม่ บางบริษัทคำนวณจากฐานเงินเดือนปกติเท่านั้น บางบริษัทรวมโบนัสเข้าไปด้วย ควรตรวจสอบข้อบังคับกองทุนของบริษัทตัวเองให้แน่ใจ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเรื่องภาษีโบนัส

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดคือคิดว่าภาษีที่ถูกหักในเดือนที่ได้โบนัสคือยอดภาษีจริงที่ต้องจ่ายสำหรับโบนัสก้อนนั้น ทั้งที่จริงเป็นเพียงยอดหักบัญชีล่วงหน้าตามวิธีเฉลี่ยเงินได้ทั้งปี ซึ่งอาจมากกว่าหรือน้อยกว่าภาระภาษีจริงก็ได้ อีกความเข้าใจผิดคือคิดว่าโบนัสเสียภาษีในอัตราคงที่ต่างหากจากเงินเดือน ทำให้บางคนพยายามหาวิธี "ลดภาษีโบนัส" แยกต่างหาก ทั้งที่ต้องมองรวมเป็นรายได้ทั้งปีเดียวกัน หลายคนยังลืมเก็บหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายของเดือนที่ได้โบนัสไว้ใช้ตอนยื่นแบบประจำปี ทำให้กรอกยอดภาษีที่ถูกหักไว้ไม่ครบและอาจขอคืนภาษีได้น้อยกว่าที่ควร

คำถามที่พบบ่อย

คำถาม: โบนัสเสียภาษีในอัตราพิเศษต่างหากจากเงินเดือนไหม
คำตอบ: ไม่มีอัตราพิเศษ โบนัสถูกนำไปรวมเป็นเงินได้ทั้งปีแล้วคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้าเดียวกับเงินเดือนทุกบาททุกสตางค์

คำถาม: ทำไมภาษีที่หักจากโบนัสถึงดูสูงกว่าที่ควรจะเป็นมาก
คำตอบ: เพราะนายจ้างใช้วิธีประมาณการรายได้ทั้งปีจากเดือนที่มีโบนัสรวมอยู่ ทำให้ฐานภาษีเดือนนั้นดูสูงกว่าปกติ ยอดนี้เป็นเพียงเงินหักบัญชีล่วงหน้า ไม่ใช่ยอดภาษีจริงที่ต้องจ่ายสุทธิ

คำถาม: ถ้าปีนี้ไม่ได้โบนัสแต่เคยถูกหักภาษีไว้เกินปีก่อน ต้องทำอย่างไร
คำตอบ: ต้องยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีนั้นเพื่อขอคืนภาษีส่วนที่จ่ายเกิน กรมสรรพากรจะคืนเงินให้หลังตรวจสอบแบบเรียบร้อยแล้ว

คำถาม: โบนัสที่ได้เป็นหุ้นหรือสิทธิซื้อหุ้นพนักงานต้องเสียภาษีเหมือนโบนัสเงินสดไหม
คำตอบ: ก็ถือเป็นเงินได้พึงประเมินเช่นกัน แต่วิธีคำนวณมูลค่าและจังหวะเวลาที่ต้องเสียภาษีมีรายละเอียดเฉพาะที่ซับซ้อนกว่าโบนัสเงินสด ควรปรึกษาฝ่ายบุคคลหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีของบริษัทเพื่อความชัดเจน