การลงทุน · อ่าน 7 นาที

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD)
คืออะไร คุ้มแค่ไหน?

เขียนโดย ทีมบรรณาธิการคิดให้

สวัสดิการที่มักถูกมองข้าม ทั้งที่มีเงินสมทบฟรีจากนายจ้างและสิทธิลดหย่อนภาษีอยู่ในตัวเดียวกัน

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพคืออะไร

เป็นสวัสดิการที่นายจ้างสมัครใจจัดตั้งขึ้นเพื่อออมเงินไว้ให้ลูกจ้างยามเกษียณหรือออกจากงาน ไม่ใช่สวัสดิการภาคบังคับเหมือนประกันสังคม บริษัทที่มีกองทุนนี้จะกำหนดข้อบังคับของตัวเองไว้ชัดเจน เช่น อัตราเงินสมทบ นโยบายการลงทุน และเงื่อนไขการรับเงินเมื่อพ้นสภาพพนักงาน

เงินสะสมกับเงินสมทบ ต่างกันอย่างไร

เงินสะสมคือส่วนที่ลูกจ้างจ่ายเองจากเงินเดือน มักเลือกอัตราได้ตั้งแต่ 2-15% ส่วนเงินสมทบคือส่วนที่นายจ้างจ่ายเพิ่มให้ตามอัตราที่กำหนดในข้อบังคับกองทุน ซึ่งมักเท่ากับหรือใกล้เคียงอัตราเงินสะสมของลูกจ้าง พูดง่าย ๆ คือถ้าไม่สะสมเลย ก็มักไม่ได้รับเงินสมทบจากนายจ้างในส่วนนั้นด้วย

สิทธิลดหย่อนภาษี

เงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 15% ของค่าจ้าง แต่เมื่อรวมกับกองทุน RMF กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ และประกันชีวิตแบบบำนาญแล้ว ต้องไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี ตามข้อ 2(61) วรรคสองและวรรคสาม แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 279 (พ.ศ. 2554) เพดานรวมนี้มีไว้เพื่อไม่ให้ผู้มีเงินได้สูงใช้สิทธิลดหย่อนจากกองทุนเพื่อการเกษียณหลายประเภทพร้อมกันเกินขอบเขตที่กฎหมายกำหนด ผลตอบแทนที่กองทุนสร้างขึ้นระหว่างทางก็ได้รับยกเว้นภาษีเช่นกัน ตราบใดที่ยังไม่ถอนออกมาผิดเงื่อนไข

ลาออกหรือเปลี่ยนงาน เงินในกองทุนไปไหน

เงินสะสมของตัวเองพร้อมผลประโยชน์เป็นสิทธิของลูกจ้างเต็มจำนวนเสมอ แต่เงินสมทบจากนายจ้างอาจมีเงื่อนไขอายุงานขั้นต่ำก่อนได้รับเต็มจำนวน หากลาออกก่อนครบเงื่อนไข อาจได้รับเงินสมทบส่วนนี้เพียงบางส่วนตามข้อบังคับกองทุน เมื่อพ้นสภาพพนักงานมักเลือกได้ 3 ทาง คือคงเงินไว้ในกองทุนเดิม โอนไปกองทุนของนายจ้างใหม่ หรือรับเงินออกทั้งจำนวน ซึ่งทางเลือกสุดท้ายอาจต้องเสียภาษีเงินได้จากยอดที่รับ ขึ้นอยู่กับอายุงานและอายุตัวสมาชิก ควรตรวจสอบเงื่อนไขกับฝ่ายบุคคลหรือบริษัทจัดการกองทุนก่อนตัดสินใจทุกครั้ง

เลือกอัตราสะสมและนโยบายลงทุนอย่างไร

ถ้างบประมาณไหว ควรเลือกอัตราสะสมสูงสุดที่นายจ้างยังสมทบให้ในอัตราเดียวกัน เพื่อไม่พลาดสิทธิ์เงินสมทบฟรีจากนายจ้าง ส่วนนโยบายการลงทุนหลายกองทุนให้เลือกเองได้ตั้งแต่แผนตราสารหนี้ความเสี่ยงต่ำไปจนถึงแผนผสมที่มีสัดส่วนตราสารทุนสูงขึ้น ควรเลือกตามระยะเวลาที่เหลือก่อนเกษียณและระดับความเสี่ยงที่รับได้ และทบทวนสัดส่วนนี้เป็นระยะ ไม่ใช่เลือกครั้งเดียวแล้วปล่อยผ่านไปตลอดอายุงาน

เช็กลิสต์ก่อนตัดสินใจเรื่องกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

ตัวอย่างการคำนวณเงินสมทบฟรีที่พลาดหากไม่สะสมเต็มอัตรา

สมมติเงินเดือน 30,000 บาท บริษัทกำหนดอัตราเงินสมทบสูงสุดที่ 5% เท่ากับเงินสะสมของลูกจ้าง หากเลือกสะสมเพียง 2% (600 บาทต่อเดือน) จะได้รับเงินสมทบจากนายจ้างเพียง 2% เช่นกัน (600 บาทต่อเดือน) แต่หากเลือกสะสมเต็มอัตรา 5% (1,500 บาทต่อเดือน) จะได้รับเงินสมทบเต็ม 5% เช่นกัน (1,500 บาทต่อเดือน) ส่วนต่างของเงินสมทบที่พลาดไปจากการสะสมแค่ 2% แทน 5% คือ 900 บาทต่อเดือน หรือ 10,800 บาทต่อปี ซึ่งเป็นเงินฟรีจากนายจ้างที่หายไปโดยไม่จำเป็น รวม 10 ปีการทำงาน (ยังไม่รวมผลตอบแทนจากการลงทุน) เท่ากับพลาดเงินสมทบไปแล้วถึง 108,000 บาท ตัวเลขข้างต้นเป็นตัวอย่างสมมติเพื่อให้เห็นผลกระทบของการไม่สะสมเต็มอัตราเท่านั้น อัตราเงินสมทบจริงต่างกันตามข้อบังคับของแต่ละบริษัท ควรตรวจสอบอัตราสูงสุดที่นายจ้างสมทบให้ก่อนตัดสินใจเลือกอัตราสะสมของตัวเอง

ตารางเปรียบเทียบเงินสมทบที่พลาดในแต่ละอัตราสะสม

ขยายตัวอย่างข้างต้นให้เห็นทุกระดับอัตราสะสมตั้งแต่ 2% ถึงเต็มอัตรา 5% โดยใช้เงินเดือนฐาน 30,000 บาทเท่ากัน เพื่อดูว่าการสะสมต่ำกว่าอัตราสูงสุดที่นายจ้างสมทบให้ในแต่ละระดับ ทำให้พลาดเงินสมทบฟรีไปเท่าไรตลอด 10 ปีการทำงาน

อัตราสะสมเงินสมทบจากนายจ้าง/เดือนเงินสมทบรวม 10 ปีพลาดไปเทียบกับสะสมเต็ม 5%
2%600 บาท72,000 บาท108,000 บาท
3%900 บาท108,000 บาท72,000 บาท
4%1,200 บาท144,000 บาท36,000 บาท
5% (เต็มอัตรา)1,500 บาท180,000 บาท0 บาท

ตัวเลขในตารางนี้ยังไม่รวมผลตอบแทนจากการลงทุนที่เงินสมทบเหล่านี้จะได้รับตลอด 10 ปี ซึ่งจะทำให้ส่วนต่างที่พลาดไปสูงกว่านี้อีกในความเป็นจริง จะเห็นว่าแม้สะสมเพิ่มขึ้นทีละ 1% ก็ทำให้เงินสมทบฟรีจากนายจ้างเพิ่มขึ้นทันที 36,000 บาทตลอด 10 ปี ซึ่งเป็นผลตอบแทน 100% ที่ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอผลการลงทุนใดๆ เลย

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเรื่องกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือเลือกอัตราสะสมต่ำกว่าอัตราสูงสุดที่นายจ้างสมทบให้ ทำให้พลาดเงินสมทบฟรีจากนายจ้างไปโดยไม่จำเป็น ทั้งที่เป็นผลตอบแทนทันที 100% ที่หาไม่ได้จากการลงทุนทั่วไป อีกความเข้าใจผิดคือไม่ทบทวนนโยบายการลงทุนตลอดอายุงาน ปล่อยเงินไว้ในแผนเริ่มต้นที่อาจไม่เหมาะกับช่วงอายุปัจจุบันแล้ว หลายคนไม่รู้เงื่อนไขอายุงานขั้นต่ำที่ทำให้ได้รับเงินสมทบเต็มจำนวน ลาออกก่อนครบเงื่อนไขจึงได้รับเงินสมทบเพียงบางส่วนโดยไม่ทันตั้งตัว และบางคนเลือกรับเงินออกทั้งจำนวนทันทีที่ลาออกโดยไม่เปรียบเทียบผลกระทบทางภาษีกับการคงเงินไว้ในกองทุนหรือโอนย้ายไปกองทุนใหม่ ทำให้เสียภาษีมากกว่าที่ควรจะเป็น

คำถามที่พบบ่อย

คำถาม: บริษัทไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ มีทางเลือกอื่นทดแทนไหม
คำตอบ: สามารถพิจารณาออมผ่านกองทุน RMF (Retirement Mutual Fund) ซึ่งมีวัตถุประสงค์คล้ายกันคือออมเพื่อเกษียณและได้สิทธิลดหย่อนภาษี แม้จะไม่มีเงินสมทบจากนายจ้างเหมือน PVD แต่ก็เป็นทางเลือกที่ช่วยสร้างวินัยการออมระยะยาวและลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน

คำถาม: เปลี่ยนงานบ่อย ควรคงเงิน PVD ไว้ที่เดิมหรือโอนย้ายทุกครั้ง
คำตอบ: ขึ้นกับความสะดวกในการบริหารจัดการ การโอนย้ายไปกองทุนของนายจ้างใหม่ช่วยรวมเงินไว้ที่เดียวจัดการง่าย แต่การคงเงินไว้ในกองทุนเดิมก็ทำได้และยังได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีต่อเนื่อง ควรเปรียบเทียบค่าธรรมเนียมและผลตอบแทนของกองทุนเดิมกับกองทุนใหม่ก่อนตัดสินใจ

คำถาม: ถอนเงิน PVD ก่อนกำหนดได้ไหม มีบทลงโทษอย่างไร
คำตอบ: การถอนเงินก่อนครบเงื่อนไขอายุสมาชิกและอายุงานตามที่กฎหมายกำหนด (โดยทั่วไปอายุ 55 ปีและเป็นสมาชิกไม่น้อยกว่า 5 ปี) มักทำให้เสียสิทธิยกเว้นภาษีที่เคยได้รับ ต้องนำเงินก้อนที่ได้รับไปรวมคำนวณภาษีเงินได้ตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด ควรปรึกษาเรื่องภาษีก่อนตัดสินใจถอนก่อนกำหนด

คำถาม: PVD กับ RMF และประกันบำนาญ เลือกลดหย่อนภาษีตัวไหนก่อน
คำตอบ: ควรใช้สิทธิ์เงินสะสม PVD ให้เต็มอัตราที่นายจ้างสมทบให้ก่อนเป็นอันดับแรก เพราะได้เงินสมทบฟรีจากนายจ้างเพิ่มเข้ามาด้วย ส่วนวงเงินลดหย่อนภาษีที่เหลือจากเพดานรวม 500,000 บาทต่อปี ค่อยพิจารณาแบ่งไปที่ RMF หรือประกันบำนาญตามความเหมาะสมของแต่ละคน

แหล่งอ้างอิง