กำไรจากการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ได้รับยกเว้นภาษี
กำไรจากการขายหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) โดยซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์ ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามข้อ 2(23) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ซึ่งยกเว้นภาษีให้เฉพาะเงินได้จากการขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่ไม่รวมถึงการขายหุ้นกู้หรือพันธบัตร ไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีปลายปี รวมถึงกำไรจากการขายคืนหน่วยลงทุนกองทุนรวมก็ได้รับยกเว้นในลักษณะเดียวกัน
เงินปันผล ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10%
เมื่อได้รับเงินปันผลจากหุ้นหรือกองทุนรวม จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายทันที 10% ผู้ลงทุนสามารถเลือกให้การหัก ณ ที่จ่ายนี้เป็นการเสียภาษีขั้นสุดท้าย (final tax) โดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีปลายปี หรือจะเลือกนำเงินปันผลไปรวมคำนวณภาษีเงินได้ประจำปีพร้อมขอเครดิตภาษีเงินปันผลคืนก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าแบบไหนทำให้เสียภาษีน้อยกว่าเมื่อคำนวณเปรียบเทียบ
เครดิตภาษีเงินปันผลคืออะไร
สิทธินี้กำหนดไว้ในมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร โดยกรมสรรพากรวางหลักเกณฑ์การคำนวณไว้ในคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 119/2545 เรื่อง การเครดิตภาษีเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร เนื่องจากกำไรที่นำมาจ่ายปันผลผ่านการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัทมาแล้ว การให้เครดิตภาษีเงินปันผลจึงช่วยแก้ปัญหาการเก็บภาษีซ้ำซ้อนระหว่างระดับบริษัทกับระดับผู้ถือหุ้น โดยผู้ถือหุ้นที่เลือกนำเงินปันผลไปรวมคำนวณภาษีปลายปีสามารถขอเครดิตส่วนนี้คืนได้ วิธีนี้มักคุ้มค่าสำหรับผู้ที่มีฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต่ำกว่าอัตราภาษีนิติบุคคลที่บริษัทจ่ายไปแล้ว
สรุปก่อนวางแผนภาษีจากการลงทุน
- กำไรจากขายหุ้นหรือกองทุนรวมผ่านตลาดหลักทรัพย์ ไม่ต้องเสียภาษีเพิ่ม
- เงินปันผลถูกหัก ณ ที่จ่าย 10% เลือกได้ว่าจะให้เป็น final tax หรือนำไปรวมคำนวณพร้อมขอเครดิตคืน
- ผู้มีฐานภาษีต่ำมักได้เงินคืนมากกว่าถ้าเลือกนำเงินปันผลไปรวมคำนวณภาษี
- กฎเกณฑ์ภาษีการลงทุนอาจมีการปรับปรุง ควรตรวจสอบล่าสุดจากกรมสรรพากรก่อนยื่นภาษีจริง
ตัวอย่างการคำนวณเครดิตภาษีเงินปันผล
สมมติได้รับเงินปันผล 10,000 บาทจากบริษัทที่เสียภาษีนิติบุคคลในอัตรา 20% ก่อนจ่ายปันผล กำไรก่อนหักภาษีนิติบุคคลของบริษัทที่นำมาจ่ายเป็นปันผลก้อนนี้คือ 10,000 ÷ (1-20%) = 12,500 บาท ภาษีนิติบุคคลที่บริษัทจ่ายไปแล้วคือ 12,500 x 20% = 2,500 บาท ซึ่งเป็นเครดิตภาษีที่ผู้ถือหุ้นขอคืนได้หากเลือกนำปันผลไปรวมคำนวณภาษีปลายปี หากผู้ถือหุ้นมีฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ 10% เมื่อนำเงินปันผล 12,500 บาท (ยอดก่อนหักภาษีนิติบุคคล) ไปรวมคำนวณ จะเสียภาษีเพียง 12,500 x 10% = 1,250 บาท แต่มีเครดิตภาษี 2,500 บาทให้ใช้หัก ส่วนต่าง 2,500 - 1,250 = 1,250 บาทจะได้รับคืนเป็นเงินสด ตัวเลขข้างต้นเป็นตัวอย่างสมมติเพื่อให้เห็นวิธีคิดเท่านั้น อัตราภาษีนิติบุคคลจริงของแต่ละบริษัทอาจต่างกัน (บาง SME เสียในอัตราลดหย่อน) ควรตรวจสอบอัตราภาษีที่บริษัทระบุไว้ในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนคำนวณจริง
เทียบเครดิตภาษีเงินปันผล 3 ระดับเงินปันผล
ใช้วิธีคำนวณเดียวกับตัวอย่างข้างต้น (บริษัทเสียภาษีนิติบุคคล 20% ผู้ถือหุ้นมีฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 10%) ลองไล่ดู 3 ระดับเงินปันผลที่ได้รับสุทธิ เพื่อดูว่าเงินคืนที่ขอได้จริงเปลี่ยนไปตามสัดส่วนอย่างไร
| เงินปันผลสุทธิที่ได้รับ | เงินปันผลก่อนหักภาษีนิติบุคคล | เครดิตภาษีที่ขอคืนได้ | ภาษีที่ต้องเสียจริง (ฐาน 10%) | เงินคืนสุทธิ |
|---|---|---|---|---|
| 5,000 บาท | 6,250 บาท | 1,250 บาท | 625 บาท | 625 บาท |
| 10,000 บาท | 12,500 บาท | 2,500 บาท | 1,250 บาท | 1,250 บาท |
| 20,000 บาท | 25,000 บาท | 5,000 บาท | 2,500 บาท | 2,500 บาท |
สังเกตว่าเงินคืนสุทธิเท่ากับ 12.5% ของเงินปันผลสุทธิที่ได้รับเสมอ ไม่ว่าจำนวนเงินปันผลจะมากหรือน้อย เพราะที่ฐานภาษี 10% ส่วนต่างระหว่างเครดิตภาษี (คำนวณจากอัตรานิติบุคคล 20%) กับภาษีที่ต้องเสียจริงเป็นสัดส่วนคงที่ของเงินปันผลเสมอ ผู้ถือหุ้นที่มีฐานภาษีต่ำและได้รับเงินปันผลสม่ำเสมอทุกปี จึงสามารถประเมินเงินคืนล่วงหน้าได้ง่าย ๆ เพียงคูณเงินปันผลสุทธิที่คาดว่าจะได้รับด้วย 12.5% โดยประมาณ ทั้งนี้สัดส่วนนี้จะเปลี่ยนไปหากฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของแต่ละคนไม่ใช่ 10%
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเรื่องภาษีการลงทุน
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือปล่อยให้เงินปันผลถูกหัก ณ ที่จ่าย 10% เป็น final tax ไปเลยโดยไม่ลองคำนวณเปรียบเทียบว่านำไปรวมคำนวณพร้อมขอเครดิตภาษีคืนจะคุ้มกว่าหรือไม่ ทำให้ผู้ที่มีฐานภาษีต่ำพลาดโอกาสได้เงินคืนจำนวนมาก อีกความเข้าใจผิดคือคิดว่ากำไรจากการลงทุนทุกประเภทได้รับยกเว้นภาษีเหมือนหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ทั้งที่กำไรจากการลงทุนบางประเภท เช่น หุ้นนอกตลาดหรือสินทรัพย์ดิจิทัลบางกรณี มีเงื่อนไขภาษีต่างออกไป หลายคนไม่รู้ว่าการเลือกนำปันผลไปรวมคำนวณภาษีต้องเลือกทั้งปีในคราวเดียว ไม่สามารถเลือกแยกเป็นบางหุ้นบางกองทุนได้ ทำให้วางแผนผิดพลาดหากมีปันผลจากหลายแหล่งที่มีอัตราภาษีนิติบุคคลต่างกัน และบางคนลืมเก็บหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายของเงินปันผลจากโบรกเกอร์หรือบริษัทหลักทรัพย์ ทำให้ไม่มีหลักฐานยื่นขอเครดิตภาษีคืนตอนปลายปี
คำถามที่พบบ่อย
คำถาม: กำไรจากการเทรดหุ้นบ่อย ๆ (เดย์เทรด) ยังได้รับยกเว้นภาษีเหมือนถือยาวไหม
คำตอบ: ได้รับยกเว้นเช่นเดียวกัน ตราบใดที่เป็นการซื้อขายหุ้นจดทะเบียนผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กฎหมายไม่ได้แยกตามระยะเวลาถือครองหรือความถี่ในการซื้อขาย กำไรจากการขายหุ้นในตลาดยังคงได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเช่นเดิม
คำถาม: ควรเลือก final tax หรือนำปันผลไปรวมคำนวณภาษี ตัดสินใจอย่างไร
คำตอบ: หลักการง่ายๆ คือถ้าฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของตัวเองต่ำกว่าอัตราภาษีนิติบุคคลที่บริษัทจ่ายไปแล้ว (ปกติ 20%) มักคุ้มกว่าที่จะนำไปรวมคำนวณพร้อมขอเครดิตคืน แต่ถ้าฐานภาษีสูงกว่า การให้หัก ณ ที่จ่าย 10% เป็น final tax มักคุ้มกว่า ควรลองคำนวณเปรียบเทียบทั้งสองแบบก่อนตัดสินใจทุกปี
คำถาม: กองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้นต่างประเทศ ปันผลเสียภาษีเหมือนหุ้นไทยไหม
คำตอบ: ขึ้นกับโครงสร้างกองทุนและประเภทเงินได้ที่จ่ายออกมา บางกองทุนจ่ายในรูปเงินปันผลที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย 10% เหมือนกองทุนในประเทศ แต่บางกรณีมีเงื่อนไขภาษีต่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ควรตรวจสอบหนังสือชี้ชวนหรือสอบถามบริษัทจัดการกองทุนโดยตรงถึงภาระภาษีที่แท้จริง
คำถาม: ขาดทุนจากการขายหุ้น เอาไปหักลบกับกำไรปีอื่นได้ไหม
คำตอบ: เนื่องจากกำไรจากการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ได้รับยกเว้นภาษีอยู่แล้ว จึงไม่มีการนำผลขาดทุนมาหักลบกับเงินได้ประเภทอื่นหรือทบไปหักปีถัดไปในระบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ต่างจากกำไรขาดทุนทางบัญชีของนิติบุคคลที่มีกฎเกณฑ์คนละชุด
แหล่งอ้างอิง
- ข้อ 2(23) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร
- มาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร และคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 119/2545
- กรมสรรพากร — กฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509)
- กรมสรรพากร — ป.119/2545 การเครดิตภาษีเงินปันผลตามมาตรา 47 ทวิ