เงินสำรองฉุกเฉินคืออะไร
คือเงินสดหรือสินทรัพย์สภาพคล่องสูงที่กันไว้ต่างหากจากเงินลงทุน สำหรับใช้จ่ายกรณีฉุกเฉิน เช่น ตกงาน เจ็บป่วย หรือค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด โดยไม่ต้องไปเบียดบังเงินที่ลงทุนไว้หรือก่อหนี้เพิ่มเพื่อรับมือกับเหตุการณ์เหล่านั้น หลักการสำคัญคือเงินก้อนนี้ต้องแยกบัญชีออกจากเงินใช้จ่ายประจำเดือนและเงินลงทุนอย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้เผลอนำไปใช้ปนกับรายจ่ายทั่วไปจนลืมว่าเหลือเท่าไร หลายคนเข้าใจผิดว่าเงินสำรองฉุกเฉินคือเงินเก็บทั่วไป แต่จริงๆ แล้วมันมีหน้าที่เฉพาะคือ "กันไว้ไม่ให้แผนการเงินระยะยาวพัง" เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน
ควรมีเท่าไหร่ถึงจะพอ
หลักทั่วไปที่ใช้กันคือเก็บเงินสำรองฉุกเฉินให้เพียงพอกับค่าใช้จ่ายจำเป็น 3-6 เท่าของรายจ่ายต่อเดือน ตัวเลขนี้ไม่ใช่คำแนะนำลอยๆ เพราะผลสำรวจทักษะทางการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยปี 2563 พบว่าคนไทยมีเพียง 38% เท่านั้นที่มีเงินสำรองพอใช้ได้เกิน 3 เดือนหากต้องหยุดงานกะทันหัน หมายความว่าคนส่วนใหญ่กว่า 6 ใน 10 คนยังไปไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำที่แนะนำด้วยซ้ำ โดยนับเฉพาะรายจ่ายที่จำเป็นจริงๆ เช่น ค่าผ่อนบ้าน ค่าเช่า ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าน้ำค่าไฟ และค่าผ่อนหนี้ขั้นต่ำ ไม่จำเป็นต้องรวมรายจ่ายฟุ่มเฟือยที่ตัดได้หากจำเป็น สำหรับผู้ที่มีรายได้ไม่แน่นอน เช่น ฟรีแลนซ์หรือเจ้าของธุรกิจ อาจพิจารณาเผื่อไว้ 6-12 เท่าของรายจ่ายต่อเดือน เนื่องจากรายได้มีความผันผวนสูงกว่าคนที่มีเงินเดือนประจำ และมักใช้เวลาหางานใหม่หรือหารายได้ทดแทนนานกว่า ส่วนคนที่มีภาระต้องดูแลคนอื่น เช่น มีลูกเล็กหรือพ่อแม่สูงวัยที่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่าย ก็ควรเผื่อไว้มากกว่าค่าเฉลี่ยทั่วไปเช่นกัน
ควรเก็บไว้ที่ไหน
เงินสำรองฉุกเฉินควรอยู่ในที่ที่ถอนออกมาใช้ได้เร็วและไม่ขาดทุนเงินต้น เช่น บัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง หรือกองทุนรวมตลาดเงินที่มีสภาพคล่องสูง ไม่ควรนำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูงอย่างหุ้นหรือกองทุนหุ้น เพราะอาจต้องขายขาดทุนตอนจำเป็นต้องใช้เงินกะทันหัน หลายคนนิยมแบ่งเงินสำรองฉุกเฉินเป็นสองส่วน ส่วนแรกเก็บในบัญชีออมทรัพย์ทั่วไปเผื่อเหตุฉุกเฉินเร่งด่วนที่ต้องถอนได้ทันที เช่น เท่ากับรายจ่าย 1 เดือน ส่วนที่เหลือเก็บในกองทุนรวมตลาดเงินหรือบัญชีเงินฝากที่ดอกเบี้ยสูงกว่าเล็กน้อยแต่ยังถอนได้ภายใน 1-3 วันทำการ เพื่อให้เงินก้อนนี้ไม่จมอยู่เฉยๆ โดยไม่ได้ดอกเบี้ยเลย
ทำไมต้องมีก่อนเริ่มลงทุน
หากไม่มีเงินสำรองฉุกเฉิน เมื่อเกิดเหตุจำเป็นต้องใช้เงินกะทันหัน อาจต้องขายเงินลงทุนออกมาในจังหวะที่ราคาตลาดกำลังตกต่ำ ทำให้ขาดทุนโดยไม่จำเป็น การมีเงินสำรองฉุกเฉินที่เพียงพอจึงช่วยให้ลงทุนระยะยาวได้อย่างมั่นใจมากขึ้น โดยไม่ต้องกังวลว่าจะต้องรีบขายเมื่อไหร่ นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันไม่ให้ต้องก่อหนี้ดอกเบี้ยสูง เช่น กดเงินสดจากบัตรเครดิตหรือกู้สินเชื่อส่วนบุคคลฉุกเฉิน ซึ่งดอกเบี้ยมักสูงกว่าผลตอบแทนที่เงินลงทุนจะสร้างได้มาก การเสียโอกาสผลตอบแทนจากเงินสำรองฉุกเฉินที่ฝากไว้ดอกเบี้ยต่ำจึงคุ้มค่ากว่าความเสี่ยงที่จะต้องขายสินทรัพย์ขาดทุนหรือก่อหนี้แพงในยามจำเป็น
ตัวอย่างการคำนวณเงินสำรองฉุกเฉิน
สมมติพนักงานประจำมีรายจ่ายจำเป็นต่อเดือนรวม 20,000 บาท แบ่งเป็นค่าผ่อนคอนโด 7,000 บาท ค่าอาหาร 6,000 บาท ค่าเดินทาง 2,000 บาท ค่าน้ำค่าไฟค่าโทรศัพท์ 2,500 บาท และค่าผ่อนบัตรเครดิตขั้นต่ำ 2,500 บาท เงินสำรองฉุกเฉินที่ควรมีตามหลัก 3-6 เดือน จึงอยู่ระหว่าง 60,000-120,000 บาท หากเก็บเดือนละ 5,000 บาท จะใช้เวลาประมาณ 12-24 เดือนจึงจะครบเป้าหมาย ส่วนฟรีแลนซ์ที่มีรายจ่ายจำเป็นเท่ากันแต่ต้องเผื่อ 6-12 เดือน จะต้องมีเงินสำรองสูงถึง 120,000-240,000 บาท ซึ่งควรเริ่มสะสมตั้งแต่ช่วงที่มีงานเข้ามาสม่ำเสมอ ไม่ควรรอให้รายได้ลดลงก่อนแล้วค่อยเริ่มเก็บ
ตารางเทียบเป้าหมายเงินสำรองและระยะเวลาที่ต้องเก็บ
จากตัวอย่างรายจ่ายจำเป็น 20,000 บาทต่อเดือนข้างต้น ลองนำมาคูณตามเกณฑ์ 3-6 เท่าสำหรับพนักงานประจำ และ 6-12 เท่าสำหรับฟรีแลนซ์ พร้อมประมาณเวลาที่ต้องใช้เก็บหากเก็บเดือนละ 5,000 บาทเท่ากันทุกกรณี เพื่อให้เห็นภาพว่าอาชีพที่รายได้ไม่แน่นอนต้องใช้เวลาสะสมนานกว่ามากแค่ไหน
| กลุ่ม | จำนวนเท่าของรายจ่าย | เงินสำรองที่ต้องมี | เวลาที่ต้องเก็บ (เดือนละ 5,000 บาท) |
|---|---|---|---|
| พนักงานประจำ (ขั้นต่ำ) | 3 เท่า | 60,000 บาท | 12 เดือน |
| พนักงานประจำ (ขั้นสูง) | 6 เท่า | 120,000 บาท | 24 เดือน |
| ฟรีแลนซ์ (ขั้นต่ำ) | 6 เท่า | 120,000 บาท | 24 เดือน |
| ฟรีแลนซ์ (ขั้นสูง) | 12 เท่า | 240,000 บาท | 48 เดือน |
ตัวเลขในตารางนี้แสดงให้เห็นชัดว่าฟรีแลนซ์ที่ต้องเผื่อเงินสำรองสูงสุดถึง 240,000 บาท หากเก็บด้วยอัตราเดียวกับพนักงานประจำคือเดือนละ 5,000 บาท จะต้องใช้เวลานานถึง 4 ปี ซึ่งนานกว่าพนักงานประจำที่เก็บถึงเป้าหมายสูงสุดในเวลาเพียง 2 ปีถึงสองเท่า นี่คือเหตุผลที่ฟรีแลนซ์ควรพิจารณาเพิ่มจำนวนเงินที่เก็บต่อเดือนให้สูงขึ้น หรือเริ่มสะสมตั้งแต่ช่วงที่มีรายได้ดีเพื่อร่นระยะเวลาให้สั้นลง
วิธีเก็บเงินสำรองฉุกเฉินให้ครบเร็วขึ้น
- ตั้งระบบหักเงินอัตโนมัติเข้าบัญชีเงินสำรองทันทีที่เงินเดือนเข้า ก่อนที่จะมีโอกาสนำไปใช้จ่ายอย่างอื่น
- เริ่มจากเป้าหมายเล็กที่ทำได้จริงก่อน เช่น เก็บให้ครบ 1 เดือนของรายจ่ายก่อน แล้วค่อยขยับเป้าหมายขึ้นทีละขั้น
- นำเงินก้อนที่ได้มาแบบไม่สม่ำเสมอ เช่น โบนัส เงินคืนภาษี หรือรายได้พิเศษ มาสมทบเข้าเงินสำรองฉุกเฉินก่อนนำไปใช้จ่ายอย่างอื่น
- เปิดบัญชีแยกต่างหากจากบัญชีใช้จ่ายประจำวัน เพื่อลดโอกาสที่จะเผลอถอนมาใช้โดยไม่จำเป็น
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- เริ่มลงทุนในหุ้นหรือกองทุนหุ้นก่อนมีเงินสำรองฉุกเฉินเลย ทำให้ต้องขายสินทรัพย์ขาดทุนเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
- เก็บเงินสำรองฉุกเฉินปนกับเงินเก็บเป้าหมายอื่น เช่น เงินดาวน์บ้านหรือเงินเที่ยว จนไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วเหลือเงินสำรองฉุกเฉินเท่าไร
- นำเงินสำรองฉุกเฉินไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเพื่อหวังผลตอบแทนสูงขึ้น ทำให้เมื่อจำเป็นต้องใช้เงินจริงอาจเจอช่วงที่มูลค่าลดลงพอดี
- คิดว่ามีวงเงินบัตรเครดิตหรือวงเงินกู้เป็นเงินสำรองฉุกเฉินได้ ทั้งที่จริงคือหนี้ที่ต้องจ่ายคืนพร้อมดอกเบี้ย ไม่ใช่เงินสำรองของตัวเอง
คำถามที่พบบ่อย
คำถาม เงินสำรองฉุกเฉินกับเงินออมเป้าหมายอื่นต้องแยกบัญชีกันไหม
ควรแยก เพราะเงินสำรองฉุกเฉินมีหน้าที่เฉพาะคือรองรับเหตุไม่คาดฝัน หากปนกับเงินเก็บเป้าหมายอื่นอาจทำให้ใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือประเมินยอดคงเหลือผิดพลาด
คำถาม มีเงินสำรองฉุกเฉินไม่ครบ 3 เดือน เริ่มลงทุนได้เลยไหม
ทำได้ แต่ควรพิจารณาสัดส่วนให้เหมาะสม เช่น เริ่มลงทุนจำนวนน้อยควบคู่ไปกับการเก็บเงินสำรองฉุกเฉินให้ครบ แทนที่จะหยุดเก็บเงินสำรองไปเลย เพื่อลดความเสี่ยงที่จะต้องขายเงินลงทุนขาดทุนหากเกิดเหตุฉุกเฉินก่อนเก็บครบ
คำถาม เงินสำรองฉุกเฉินฝากธนาคารดอกเบี้ยต่ำ ขาดทุนจากเงินเฟ้อไหม
มีผลกระทบจากเงินเฟ้อบ้างในระยะยาว แต่เป้าหมายหลักของเงินก้อนนี้คือสภาพคล่องและความปลอดภัยของเงินต้น ไม่ใช่ผลตอบแทนสูงสุด จึงยอมรับผลตอบแทนที่ต่ำกว่าเงินลงทุนได้เพื่อแลกกับความมั่นใจว่าถอนใช้ได้ทันทีโดยไม่ขาดทุน
คำถาม ใช้เงินสำรองฉุกเฉินไปแล้ว ต้องรีบเติมคืนทันทีไหม
ควรวางแผนเติมคืนโดยเร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ เช่น กลับไปตั้งระบบหักเงินอัตโนมัติเหมือนตอนเริ่มเก็บครั้งแรก เพื่อให้มีเงินสำรองพร้อมรองรับเหตุฉุกเฉินครั้งถัดไป ไม่ควรปล่อยให้บัญชีว่างเปล่านานเกินไป
แหล่งอ้างอิง
- ธนาคารแห่งประเทศไทย — ผลสำรวจทักษะทางการเงินของไทย (Financial Literacy Survey) ปี 2563
- ไทยพีบีเอส — ธปท.เผยคนไทย 38% มีเงินสำรองใช้ช่วงโควิดแค่ 3 เดือน