ภาษีการรับมรดกคืออะไร เริ่มเสียเมื่อมรดกเกินเท่าไหร่
ภาษีการรับมรดก บังคับใช้ตามพระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 มีผลตั้งแต่ต้นปี 2559 เป็นภาษีที่เก็บจาก "ผู้รับมรดก" ไม่ใช่จากตัวเจ้ามรดกหรือกองมรดกโดยตรง โดยจะเริ่มมีหน้าที่เสียภาษีก็ต่อเมื่อมูลค่ามรดกสุทธิที่ได้รับจากเจ้ามรดกแต่ละรายรวมกันเกิน 100 ล้านบาท และเสียภาษีเฉพาะส่วนที่เกิน 100 ล้านบาทเท่านั้น หากรับมรดกจากเจ้ามรดกหลายคน กฎหมายให้คำนวณมูลค่าแยกเป็นรายบุคคล ไม่นำมารวมกันข้ามเจ้ามรดก ดังนั้นคนไทยส่วนใหญ่ที่รับมรดกจึงไม่เข้าเกณฑ์ต้องเสียภาษีนี้เลย ผู้มีหน้าที่เสียภาษีไม่ได้จำกัดเฉพาะบุคคลธรรมดา นิติบุคคลที่รับมรดกก็อยู่ในข่ายต้องเสียภาษีเช่นกันหากเข้าเกณฑ์ ส่วนกองมรดกเองไม่ใช่ผู้เสียภาษี แต่ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่ดูแลให้ทายาทแต่ละคนปฏิบัติตามภาระภาษีของตนให้ถูกต้อง
อัตราภาษี 5% กับ 10% ต่างกันอย่างไร ใครได้รับยกเว้น
ส่วนของมรดกที่เกิน 100 ล้านบาท เสียภาษีในอัตราคงที่ตามความสัมพันธ์ระหว่างผู้รับกับเจ้ามรดก
- บุพการี (พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย) หรือผู้สืบสันดาน (ลูก หลาน เหลน) ของเจ้ามรดก: เสียภาษี 5% ของส่วนที่เกิน
- ผู้รับมรดกรายอื่นที่ไม่ใช่บุพการีหรือผู้สืบสันดาน: เสียภาษี 10% ของส่วนที่เกิน
- คู่สมรสที่จดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมายกับเจ้ามรดก: ได้รับยกเว้นภาษีการรับมรดกทั้งหมด ไม่ว่ามูลค่าจะสูงเพียงใด
อัตรา 5% กับ 10% เป็นอัตราคงที่ ไม่ใช่ขั้นบันไดแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หมายความว่าไม่ว่าส่วนเกิน 100 ล้านบาทจะมีมูลค่าเท่าไหร่ ก็เสียภาษีในอัตราเดียวตลอดทั้งก้อนตามความสัมพันธ์ของผู้รับ คู่ครองที่อยู่กินกันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส แม้จะอยู่ด้วยกันมานานเพียงใด ก็ไม่เข้าเกณฑ์ยกเว้นแบบคู่สมรส และจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มอัตรา 10% เช่นเดียวกับญาติห่างๆ หรือบุคคลภายนอก
ทรัพย์สินแบบไหนต้องเสียภาษี ยื่นแบบและชำระภายในกี่วัน
ทรัพย์สินที่นำมานับเป็นมูลค่ามรดกตามกฎหมายนี้ ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ หลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เงินฝากในบัญชีธนาคาร ยานพาหนะที่มีทะเบียน และทรัพย์สินทางการเงินอื่นตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งที่อยู่ในประเทศไทยและต่างประเทศสำหรับผู้รับที่มีสัญชาติไทยหรือมีถิ่นที่อยู่ในไทย เมื่อได้รับมรดกที่มีมูลค่าเกินเกณฑ์ ผู้รับมรดกต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีการรับมรดก (แบบ ภ.ม.60) และชำระภาษีภายใน 150 วันนับจากวันที่ได้รับมรดกส่วนที่เกิน 100 ล้านบาทนั้น กรณีมีเหตุผลให้ผ่อนชำระ กฎหมายเปิดช่องให้ผ่อนได้สูงสุด 5 ปี โดยหากชำระให้เสร็จภายใน 2 ปีแรกจะไม่มีเงินเพิ่ม แต่หากเกินกว่านั้นจะมีเงินเพิ่มอัตรา 0.75% ต่อเดือนของภาษีที่ค้างชำระ หากยื่นแบบหรือชำระภาษีล่าช้าโดยไม่ขอผ่อนชำระตามขั้นตอน จะมีเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามที่กฎหมายกำหนดแยกต่างหากจากกรณีผ่อนชำระปกติ
พินัยกรรมช่วยวางแผนมรดกได้อย่างไร
หากเจ้าของทรัพย์สินเสียชีวิตโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ ทรัพย์สินจะตกเป็นของ "ทายาทโดยธรรม" ตามลำดับที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดไว้ 6 ลำดับ ได้แก่ (1) ผู้สืบสันดาน (2) บิดามารดา (3) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน (4) พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน (5) ปู่ย่าตายาย (6) ลุงป้าน้าอา โดยคู่สมรสที่จดทะเบียนถูกต้องมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งร่วมกับทายาทลำดับที่มีสิทธิอยู่ในขณะนั้นเสมอ การทำพินัยกรรมช่วยให้เจ้าของทรัพย์สินกำหนดเองได้ว่าใครจะได้รับทรัพย์สินส่วนใดบ้าง แทนที่จะปล่อยให้เป็นไปตามลำดับทายาทโดยธรรมเพียงอย่างเดียว ซึ่งอาจไม่ตรงกับความต้องการที่แท้จริง โดยเฉพาะกรณีที่มีคู่ครองที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส บุตรบุญธรรม หรือต้องการยกทรัพย์สินบางส่วนให้องค์กรการกุศล การวางแผนพินัยกรรมและการโอนทรัพย์สินล่วงหน้าอย่างเหมาะสม ยังช่วยลดความยุ่งยากและข้อพิพาทระหว่างทายาทหลังการเสียชีวิตได้อีกด้วย กฎหมายไทยยอมรับพินัยกรรมหลายรูปแบบ เช่น เขียนเองทั้งฉบับด้วยลายมือ แบบทำเป็นเอกสารต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคน หรือแบบทำต่อหน้านายอำเภอซึ่งมักน่าเชื่อถือสูงเพราะมีเจ้าหน้าที่รัฐเป็นพยานและเก็บสำเนาไว้ หากทรัพย์สินมีมูลค่าสูงหรือโครงสร้างครอบครัวซับซ้อน ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญกฎหมายมรดกเพื่อร่างพินัยกรรมให้รัดกุม
ตัวอย่างการคำนวณภาษีมรดกจริง
กรณีที่ 1: พ่อเสียชีวิต ทิ้งทรัพย์สินสุทธิ 150 ล้านบาทให้ลูกคนเดียว ลูกเป็นผู้สืบสันดานจึงเสียภาษี 5% ของส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท คำนวณคือ (150,000,000 - 100,000,000) × 5% = 2,500,000 บาท ลูกมีหน้าที่ยื่นแบบ ภ.ม.60 และชำระภาษี 2.5 ล้านบาทภายใน 150 วันนับจากวันที่ได้รับมรดก
กรณีที่ 2: พ่อคนเดียวกันเสียชีวิต แต่คราวนี้ทรัพย์สิน 150 ล้านบาทถูกแบ่งให้ลูกสองคนคนละครึ่งเท่าๆ กัน คือคนละ 75 ล้านบาท เนื่องจากมูลค่าที่แต่ละคนได้รับจากเจ้ามรดกรายนี้ไม่เกิน 100 ล้านบาท ทั้งสองคนจึงไม่ต้องเสียภาษีการรับมรดกเลยแม้แต่บาทเดียว เพราะกฎหมายคำนวณเกณฑ์ 100 ล้านบาทแยกเป็นรายบุคคลผู้รับ ไม่ใช่นับจากมูลค่ากองมรดกทั้งก้อน ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่าการวางแผนแบ่งทรัพย์สินให้ทายาทหลายคนอย่างเหมาะสม สามารถลดหรือทำให้ไม่ต้องเสียภาษีมรดกได้ตามกฎหมาย
กรณีที่ 3: ญาติห่างๆ ที่ไม่ใช่บุพการีหรือผู้สืบสันดานได้รับมรดกจากเจ้ามรดกรายหนึ่งมูลค่า 120 ล้านบาท ต้องเสียภาษี 10% ของส่วนเกิน คือ (120,000,000 - 100,000,000) × 10% = 2,000,000 บาท จะเห็นว่าความสัมพันธ์กับเจ้ามรดกมีผลต่อภาระภาษีอย่างมีนัยสำคัญ แม้มูลค่ามรดกจะน้อยกว่ากรณีที่ 1 ก็ตาม
ตารางสรุปภาษีมรดกตามความสัมพันธ์และมูลค่า
รวมตัวอย่างการคำนวณข้างต้นและเพิ่มอีก 2 กรณีที่ระดับมูลค่าต่างออกไป มาไว้ในตารางเดียวเพื่อเทียบให้เห็นชัดว่าความสัมพันธ์กับเจ้ามรดกมีผลต่อภาระภาษีมากแค่ไหน
| ผู้รับมรดก | มูลค่าที่ได้รับ | ส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท | อัตราภาษี | ภาษีที่ต้องเสีย |
|---|---|---|---|---|
| บุตร (ทายาทสายตรง) | 150 ล้านบาท | 50 ล้านบาท | 5% | 2,500,000 บาท |
| บุตร 2 คน แบ่งคนละครึ่ง | 75 ล้านบาท/คน | 0 บาท | - | 0 บาท |
| ญาติห่างๆ (ไม่ใช่ทายาทสายตรง) | 120 ล้านบาท | 20 ล้านบาท | 10% | 2,000,000 บาท |
| บุตร (ทายาทสายตรง) | 200 ล้านบาท | 100 ล้านบาท | 5% | 5,000,000 บาท |
| ญาติห่างๆ (ไม่ใช่ทายาทสายตรง) | 150 ล้านบาท | 50 ล้านบาท | 10% | 5,000,000 บาท |
ข้อสังเกตที่น่าสนใจคือแถวสุดท้ายสองแถว บุตรที่ได้รับมรดก 200 ล้านบาท กับญาติห่างๆ ที่ได้รับเพียง 150 ล้านบาท กลับต้องเสียภาษีเท่ากันที่ 5,000,000 บาท ทั้งที่มูลค่ามรดกต่างกันถึง 50 ล้านบาท เพราะอัตราภาษีของญาติห่างๆ สูงเป็นสองเท่าของทายาทสายตรง สะท้อนให้เห็นว่าความสัมพันธ์กับเจ้ามรดกมีน้ำหนักต่อภาระภาษีไม่น้อยไปกว่ามูลค่ามรดกเองเลย และตอกย้ำว่าทำไมการวางแผนแบ่งมรดกให้ทายาทหลายคน (อย่างกรณีบุตร 2 คนในตาราง) จึงเป็นเครื่องมือลดภาษีที่ถูกกฎหมายและได้ผลจริง
ภาษีมรดกกับภาษีการให้ ต่างกันอย่างไร
หลายคนสับสนระหว่างภาษีการรับมรดกกับภาษีการให้ (Gift Tax) ทั้งสองเป็นภาษีคนละฉบับที่ทำงานคู่กัน ภาษีมรดกเก็บเมื่อเจ้าของทรัพย์เสียชีวิตแล้วทรัพย์สินตกทอดไปยังทายาท ส่วนภาษีการให้เก็บจากการโอนทรัพย์สินให้กันขณะที่ผู้ให้ยังมีชีวิตอยู่ ตามประมวลรัษฎากร โดยมีเกณฑ์ยกเว้นแยกต่างหาก หากผู้รับเป็นบุพการี ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรสของผู้ให้ ได้รับยกเว้นภาษีสำหรับมูลค่าไม่เกิน 20 ล้านบาทต่อปี ส่วนเกินเสียภาษี 5% แต่หากผู้รับเป็นบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ญาติสายตรง เกณฑ์ยกเว้นจะต่ำกว่าคือไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อปี ส่วนเกินก็เสียภาษี 5% เช่นกัน การโอนทรัพย์สินให้ลูกหลานทยอยเป็นรายปีในช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่ (ภายในเกณฑ์ยกเว้นภาษีการให้) จึงเป็นเครื่องมือวางแผนภาษีมรดกที่หลายครอบครัวใช้ เพื่อลดมูลค่ากองมรดกที่จะเหลืออยู่ตอนเสียชีวิตให้ต่ำกว่าเกณฑ์ 100 ล้านบาท แต่ต้องวางแผนล่วงหน้าหลายปี ไม่ใช่โอนก้อนใหญ่ครั้งเดียวเพราะจะเข้าเกณฑ์ภาษีการให้ทันที
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเรื่องมรดก
- เข้าใจว่ามรดกทุกก้อนต้องเสียภาษี ทั้งที่จริงคนส่วนใหญ่ไม่เข้าเกณฑ์เพราะมูลค่าไม่ถึง 100 ล้านบาท ทำให้บางคนเสียเวลาไปปรึกษาวางแผนภาษีโดยไม่จำเป็น
- คิดว่าคู่ครองที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสได้รับยกเว้นภาษีเหมือนคู่สมรสตามกฎหมาย ซึ่งไม่จริง ต้องจดทะเบียนสมรสถูกต้องเท่านั้นจึงจะได้รับยกเว้น
- ลืมยื่นแบบภายใน 150 วันเพราะไม่รู้ตัวว่ามีหน้าที่ต้องยื่น โดยเฉพาะกรณีได้รับมรดกเป็นหลักทรัพย์หรือเงินฝากที่มูลค่าผันผวนจนอาจเกินเกณฑ์โดยไม่ทันสังเกต
- เข้าใจว่าการให้ทรัพย์สินระหว่างมีชีวิตไม่ต้องเสียภาษีเลยไม่ว่ามูลค่าเท่าไหร่ ทั้งที่จริงมีภาษีการให้แยกต่างหากตามที่อธิบายไว้ในหัวข้อก่อนหน้า
- ไม่ทำพินัยกรรมเพราะเข้าใจผิดว่าทรัพย์สินทั้งหมดจะตกเป็นของคู่สมรสที่เหลืออยู่โดยอัตโนมัติ ทั้งที่ตามกฎหมายคู่สมรสต้องแบ่งมรดกร่วมกับทายาทโดยธรรมลำดับอื่นที่ยังมีชีวิตอยู่ด้วย
คำถามที่พบบ่อย
คำถาม: ถ้าไม่ยื่นแบบภาษีมรดกภายในกำหนด จะเกิดอะไรขึ้น
คำตอบ: ผู้มีหน้าที่เสียภาษีต้องรับผิดในเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามกฎหมาย และกรมสรรพากรมีอำนาจตรวจสอบย้อนหลังจากข้อมูลทรัพย์สินที่หน่วยงานอื่น เช่น กรมที่ดินหรือสถาบันการเงิน รายงานเข้ามา จึงไม่ควรปล่อยผ่านโดยคิดว่าจะไม่มีใครตรวจสอบ
คำถาม: มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับผู้เสียชีวิตในบ้านหรือที่ดิน ต้องเสียภาษีมรดกไหม
คำตอบ: เมื่อเจ้าของร่วมคนหนึ่งเสียชีวิต ส่วนกรรมสิทธิ์ของผู้ตายจะตกเป็นมรดกให้ทายาทตามกฎหมาย ไม่ได้ตกเป็นของเจ้าของร่วมที่เหลืออยู่โดยอัตโนมัติ หากมูลค่าส่วนที่ทายาทได้รับเกินเกณฑ์ ก็ต้องเสียภาษีตามปกติ
คำถาม: ผู้เยาว์ที่ได้รับมรดกเกิน 100 ล้านบาท ต้องเสียภาษีเหมือนผู้ใหญ่ไหม
คำตอบ: กฎหมายไม่ได้แยกยกเว้นตามอายุของผู้รับมรดก ผู้เยาว์ที่ได้รับมรดกเกินเกณฑ์ก็มีหน้าที่เสียภาษีเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ โดยผู้แทนโดยชอบธรรม เช่น บิดามารดาหรือผู้ปกครอง เป็นผู้ดำเนินการยื่นแบบและชำระภาษีแทน
คำถาม: ไม่มีเงินสดจ่ายภาษีมรดกทันที ต้องรีบขายทรัพย์สินหรือไม่
คำตอบ: ไม่จำเป็นต้องขายทันที เพราะกฎหมายให้สิทธิผ่อนชำระได้สูงสุด 5 ปีตามที่อธิบายไว้ในหัวข้อการยื่นแบบและชำระภาษี ซึ่งช่วยลดปัญหาสภาพคล่องสำหรับทายาทที่ได้รับทรัพย์สินที่ไม่ใช่เงินสด เช่น ที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ที่ต้องใช้เวลาขายหรือหาเงินมาชำระ
แหล่งอ้างอิง
- พระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 ว่าด้วยมรดก มาตรา 1629
- iTAX pedia — ภาษีการรับมรดก
- iTAX pedia — ภาษีการรับการให้