ทำไมดอกเบี้ยแต่ละแบบเทียบกันตรงๆ ไม่ได้
สินเชื่อแต่ละประเภทคิดดอกเบี้ยด้วยวิธีคำนวณที่ต่างกัน หลักๆ มี 2 แบบ คือ "ดอกเบี้ยลดต้นลดดอก" (Effective Rate) ซึ่งคิดดอกเบี้ยจากเงินต้นคงเหลือจริงในแต่ละงวด ใช้กับสินเชื่อบ้านและสินเชื่อส่วนบุคคลเป็นหลัก กับ "ดอกเบี้ยคงที่" (Flat Rate) ซึ่งคิดดอกเบี้ยจากเงินต้นเต็มจำนวนตลอดสัญญาไม่ว่าจะผ่อนไปแล้วเท่าไหร่ ใช้กับสินเชื่อเช่าซื้อรถเป็นหลัก ตัวเลขเปอร์เซ็นต์แบบ Flat Rate จึงดูต่ำกว่าความเป็นจริงเมื่อเทียบกับ Effective Rate ธนาคารแห่งประเทศไทยอธิบายไว้ว่าโดยประมาณ ดอกเบี้ยคงที่ (Flat) คูณด้วย 1.8 จะใกล้เคียงกับดอกเบี้ยที่แท้จริงแบบลดต้นลดดอก (Effective) แม้ตัวเลขนี้เป็นเพียงค่าประมาณที่แปรผันตามระยะเวลาผ่อนก็ตาม ตั้งแต่ปี 2566 หน่วยงานกำกับดูแลกำหนดให้สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ต้องแจ้งอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปีควบคู่กับอัตราดอกเบี้ยคงที่ในสัญญาด้วย เพื่อให้ผู้บริโภคเปรียบเทียบต้นทุนที่แท้จริงระหว่างสินเชื่อแต่ละประเภทได้ง่ายขึ้น ก่อนเทียบดอกเบี้ยของสินเชื่อสองก้อน จึงควรถามหาตัวเลข Effective Rate ของทั้งคู่ก่อนเสมอ
เทียบดอกเบี้ยสินเชื่อแต่ละประเภท
ตัวเลขต่อไปนี้เป็นช่วงกว้างๆ ที่พบได้ทั่วไปในตลาดปี 2569 อัตราจริงของแต่ละคนขึ้นอยู่กับประวัติเครดิต หลักประกัน และโปรโมชันของผู้ให้กู้แต่ละราย ควรใช้เป็นแนวทางเปรียบเทียบเบื้องต้นเท่านั้น
- สินเชื่อบ้าน (ลดต้นลดดอก): ช่วงโปรโมชัน 3 ปีแรกเฉลี่ยราว 2.5-4.5% ต่อปี หลังจากนั้นอิงอัตรา MRR ของแต่ละธนาคารซึ่งอยู่ราว 6.5-7.3% ต่อปี
- สินเชื่อเช่าซื้อรถใหม่ (ดอกเบี้ยคงที่ตามสัญญา): ราว 2-8% ต่อปี ขึ้นอยู่กับธนาคารและรุ่นรถ เมื่อแปลงเป็นอัตราแท้จริงจะสูงกว่าตัวเลขนี้ตามหลักการแปลงค่าในหัวข้อก่อนหน้า
- บัตรเครดิต: เพดานตามกฎหมายไม่เกิน 16% ต่อปี
- สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ (P-Loan): เพดานดอกเบี้ยรวมค่าธรรมเนียมไม่เกิน 25% ต่อปี
- นาโนไฟแนนซ์ (สินเชื่อรายย่อยเพื่อประกอบอาชีพ ไม่มีหลักประกัน): เพดานไม่เกิน 33% ต่อปี
- เงินกู้ระหว่างบุคคลทั่วไปนอกระบบสถาบันการเงิน: เพดานตามกฎหมายไม่เกิน 15% ต่อปี
ทำไมดอกเบี้ยแต่ละประเภทถึงต่างกันมาก
ความต่างของดอกเบี้ยมาจากความเสี่ยงที่ผู้ให้กู้ประเมินเป็นหลัก สินเชื่อบ้านมีดอกเบี้ยต่ำสุดเพราะมีบ้านเป็นหลักประกันมูลค่าสูงและระยะเวลาผ่อนยาว หากผิดนัดผู้ให้กู้ยังยึดทรัพย์ขายทอดตลาดคืนทุนได้บางส่วน สินเชื่อรถก็มีตัวรถเป็นหลักประกันเช่นกันแต่มูลค่าลดลงเร็วกว่าบ้าน ดอกเบี้ยจึงสูงกว่า ส่วนบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลไม่มีหลักประกันใดๆ ผู้ให้กู้ประเมินความเสี่ยงจากรายได้และประวัติเครดิตเท่านั้น ดอกเบี้ยจึงสูงกว่าสินเชื่อที่มีหลักประกันชัดเจน และนาโนไฟแนนซ์ซึ่งปล่อยกู้ให้กลุ่มที่เข้าไม่ถึงสินเชื่อในระบบทั่วไปและมักไม่มีหลักประกันเลย จึงมีเพดานดอกเบี้ยสูงสุดในกลุ่มสินเชื่อที่มีใบอนุญาตถูกกฎหมาย
เลือกใช้หนี้แบบไหนให้ต้นทุนต่ำที่สุด
หลักการง่ายๆ คือให้ความสำคัญกับหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูงที่สุดก่อนเสมอ หากมีหนี้หลายก้อนพร้อมกัน ควรทยอยปิดหนี้บัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคลที่ดอกเบี้ยสูงให้เร็วที่สุด ก่อนเร่งโปะหนี้บ้านหรือหนี้รถที่ดอกเบี้ยต่ำกว่าอยู่แล้ว หากจำเป็นต้องกู้เงินก้อนใหญ่ ควรพิจารณาสินเชื่อที่มีหลักประกัน เช่น สินเชื่อบ้านหรือสินเชื่อรถ แทนสินเชื่อส่วนบุคคลหรือบัตรเครดิตเมื่อทำได้ เพราะต้นทุนดอกเบี้ยต่ำกว่ามาก และหากมีหนี้ดอกเบี้ยสูงสะสมอยู่แล้ว การรีไฟแนนซ์รวมหนี้เป็นก้อนเดียวที่ดอกเบี้ยต่ำกว่าก็เป็นอีกทางที่ช่วยลดภาระดอกเบี้ยรวมต่อเดือนได้อย่างมีนัยสำคัญ