กฎหมายการเงิน · อ่าน 8 นาที

ค้ำประกันเงินกู้ให้คนอื่น
เสี่ยงแค่ไหนตามกฎหมาย?

เขียนโดย ทีมบรรณาธิการคิดให้

ก่อนเซ็นชื่อเป็นผู้ค้ำประกันให้ใคร ควรรู้ว่ากฎหมายค้ำประกันที่แก้ไขใหม่คุ้มครองผู้ค้ำไว้อย่างไรบ้าง

ผู้ค้ำประกันไม่ใช่ลูกหนี้ร่วม

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20 และ 21) พ.ศ. 2557-2558 เพิ่มมาตรา 681/1 กำหนดว่าข้อตกลงใดที่ให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะลูกหนี้ร่วม ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ สัญญาค้ำประกันที่ทำขึ้นหลังกฎหมายนี้มีผลบังคับใช้จึงต้องแยกความรับผิดของผู้ค้ำออกจากลูกหนี้ให้ชัดเจน

ความแตกต่างสำคัญคือ ลูกหนี้ร่วม เช่น ผู้กู้ร่วมซื้อบ้าน มีสถานะเป็นลูกหนี้เต็มตัวเทียบเท่าผู้กู้หลัก เจ้าหนี้จะฟ้องหรือเรียกชำระจากใครก่อนก็ได้ทันทีโดยไม่ต้องเลือกลำดับ แต่ผู้ค้ำประกันตามกฎหมายปัจจุบันมีสิทธิพิเศษที่ลูกหนี้ร่วมไม่มี คือสิทธิเกี่ยงให้เจ้าหนี้ไปเรียกเก็บจากทรัพย์สินของลูกหนี้ก่อน (อ่านรายละเอียดในหัวข้อถัดไป) ข้อสำคัญคือกฎหมายฉบับนี้ใช้กับสัญญาค้ำประกันที่ทำขึ้นตั้งแต่ที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ในปี 2558 เป็นต้นไป สัญญาค้ำประกันเก่าก่อนหน้านั้นบางฉบับอาจยังมีข้อความให้ผู้ค้ำรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมอยู่ ซึ่งข้อความส่วนนั้นถือเป็นโมฆะไปโดยผลของกฎหมายเช่นกัน

เจ้าหนี้ต้องแจ้งผู้ค้ำภายใน 60 วัน

ตามมาตรา 686 เมื่อลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ เจ้าหนี้ต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายใน 60 วันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด และเจ้าหนี้จะเรียกให้ผู้ค้ำชำระหนี้ก่อนที่หนังสือบอกกล่าวไปถึงไม่ได้ หากเจ้าหนี้ไม่แจ้งภายในกำหนดเวลา ผู้ค้ำประกันจะหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทนที่เกิดขึ้นภายหลังพ้นกำหนดนั้น แต่ยังต้องรับผิดในเงินต้นและดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นก่อนหน้า

ในทางปฏิบัติ หนังสือแจ้งเตือนมักส่งเป็นไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ เพื่อให้เจ้าหนี้มีหลักฐานวันที่ผู้ค้ำได้รับหนังสือแน่ชัด เพราะระยะเวลา 60 วันนับจากวันที่ลูกหนี้ผิดนัดจริง ไม่ใช่นับจากวันที่เจ้าหนี้เพิ่งนึกขึ้นได้ หากเจ้าหนี้ปล่อยเวลาล่วงเลยไปหลายเดือนก่อนแจ้ง ผู้ค้ำก็จะหลุดพ้นจากดอกเบี้ยและค่าเสียหายที่เกิดขึ้นตลอดช่วงที่ยังไม่แจ้งนั้น สถาบันการเงินส่วนใหญ่จึงวางระบบแจ้งเตือนผู้ค้ำให้เป็นไปตามกำหนดอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้เสียสิทธิเรียกดอกเบี้ยส่วนนี้ไปเอง

เจ้าหนี้ต้องเรียกจากลูกหนี้ก่อน

โดยหลักผู้ค้ำประกันมีสิทธิเกี่ยงให้เจ้าหนี้ไปเรียกชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของลูกหนี้ก่อน เว้นแต่ลูกหนี้ถูกศาลพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายหรือไม่ปรากฏว่าลูกหนี้มีทรัพย์สินพอชำระหนี้ได้ สิทธินี้เรียกว่า "สิทธิเกี่ยง" ตามมาตรา 688 ผู้ค้ำประกันสามารถแจ้งต่อเจ้าหนี้ให้ไปยึดทรัพย์หรือบังคับคดีเอาจากทรัพย์สินของลูกหนี้ก่อนได้ หากลูกหนี้ยังมีทรัพย์สินพอชำระหนี้และการบังคับคดีไม่ใช่เรื่องยากเกินสมควร แต่ในทางปฏิบัติกรณีที่ลูกหนี้ไม่ปรากฏว่ามีทรัพย์สินพอชำระหนี้พบบ่อยกว่า เพราะเจ้าหนี้มักเลือกฟ้องผู้ค้ำประกันไปพร้อมกับลูกหนี้ในคดีเดียวกันเลย แล้วให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัยว่าใครต้องรับผิดส่วนไหนก่อน

เจ้าหนี้ผ่อนเวลาให้ลูกหนี้ ผู้ค้ำหลุดพ้นได้ไหม

ตามมาตรา 700 หากเจ้าหนี้ตกลงผ่อนเวลาชำระหนี้ให้ลูกหนี้ออกไป โดยผู้ค้ำประกันไม่ได้ตกลงหรือยินยอมด้วย ผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดทันที หลักการนี้มีเหตุผลว่าการผ่อนเวลาอาจทำให้ความเสี่ยงของผู้ค้ำเปลี่ยนไปจากที่ตกลงกันไว้แต่แรก เช่น ลูกหนี้อาจมีฐานะแย่ลงในช่วงเวลาที่ยืดออกไป ในทางปฏิบัติเรื่องนี้มักเกิดขึ้นเมื่อสถาบันการเงินทำการปรับโครงสร้างหนี้หรือประนอมหนี้ให้ลูกหนี้ เช่น ยืดระยะเวลาผ่อนชำระจาก 3 ปีเป็น 5 ปี หากผู้ค้ำประกันไม่ได้เซ็นยินยอมในการปรับโครงสร้างหนี้ครั้งนั้นด้วย ผู้ค้ำอาจอ้างสิทธิหลุดพ้นตามมาตรานี้ได้ เจ้าหนี้ส่วนใหญ่จึงมักให้ผู้ค้ำเซ็นยินยอมในเอกสารปรับโครงสร้างหนี้ทุกครั้งเพื่อป้องกันปัญหานี้ไว้ก่อน

ค้ำแบบกำหนดวงเงิน กับค้ำแบบไม่จำกัด ต่างกันอย่างไร

สัญญาค้ำประกันบางฉบับระบุวงเงินและระยะเวลาชัดเจน เช่น ค้ำประกันสินเชื่อส่วนบุคคลวงเงิน 200,000 บาท ระยะเวลา 3 ปี ผู้ค้ำจะรับผิดไม่เกินวงเงินและระยะเวลาที่ระบุไว้เท่านั้น แต่สัญญาค้ำประกันบางประเภท เช่น ค้ำประกันวงเงินเบิกเกินบัญชี (OD) หรือวงเงินหมุนเวียนทางธุรกิจ มักเป็นการค้ำประกันหนี้ในอนาคตแบบต่อเนื่องไม่มีกำหนดระยะเวลาสิ้นสุด ซึ่งเสี่ยงกว่ามาก เพราะยอดหนี้ที่ค้ำอาจเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามการใช้วงเงินของลูกหนี้ในแต่ละรอบ กรณีนี้กฎหมายให้สิทธิผู้ค้ำประกันบอกเลิกสัญญาสำหรับหนี้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ตามมาตรา 699 โดยทำเป็นหนังสือแจ้งความประสงค์ไปยังเจ้าหนี้ แต่การบอกเลิกนี้มีผลเฉพาะหนี้ใหม่ที่ยังไม่เกิดขึ้นเท่านั้น หนี้ที่เกิดขึ้นแล้วก่อนวันบอกเลิกยังคงต้องรับผิดชอบตามเดิม

ตัวอย่างการคำนวณ: ค้ำหนี้ให้เพื่อนแล้วต้องจ่ายเท่าไรจริง

สมมติ นายเอค้ำประกันสินเชื่อส่วนบุคคลให้เพื่อน วงเงินกู้ 300,000 บาท ผ่อนเดือนละ 8,500 บาท ผ่อนไปได้ 12 งวดแล้วเพื่อนเริ่มผิดนัดไม่จ่าย ณ วันที่ผิดนัดยอดเงินต้นคงเหลืออยู่ประมาณ 260,000 บาท เจ้าหนี้มีเวลา 60 วันนับจากวันผิดนัดในการส่งหนังสือแจ้งนายเอ สมมติเจ้าหนี้ส่งหนังสือช้าไป โดยแจ้งเมื่อผ่านไปแล้ว 90 วัน กรณีนี้นายเอยังต้องรับผิดในเงินต้น 260,000 บาท และดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นในช่วง 60 วันแรกตามปกติ แต่ดอกเบี้ยและค่าเสียหายที่เกิดขึ้นในช่วง 30 วันที่เจ้าหนี้แจ้งล่าช้าเกินกำหนด (วันที่ 61 ถึง 90) นายเอมีสิทธิไม่ต้องรับผิดชอบ เพราะเป็นความเสียหายที่เกิดจากความล่าช้าของเจ้าหนี้เอง ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่าการรู้กำหนดเวลา 60 วันไว้มีประโยชน์จริงเมื่อต้องคำนวณยอดหนี้ที่แท้จริงที่ผู้ค้ำต้องรับผิดชอบ

ตารางเทียบผลเมื่อเจ้าหนี้แจ้งผู้ค้ำช้ากว่ากำหนด

ขยายจากตัวอย่างข้างต้นให้เห็นหลายกรณีว่าถ้าเจ้าหนี้แจ้งผู้ค้ำช้าไปนานแค่ไหน ผู้ค้ำหลุดพ้นความรับผิดในส่วนดอกเบี้ยและค่าเสียหายไปนานเท่าไร โดยเงินต้นยังคงต้องรับผิดชอบเต็มจำนวนเสมอไม่ว่าจะแจ้งช้าแค่ไหนก็ตาม

วันที่เจ้าหนี้แจ้งผู้ค้ำ (นับจากวันผิดนัด)ผู้ค้ำรับผิดดอกเบี้ยถึงวันที่ช่วงที่ผู้ค้ำหลุดพ้นดอกเบี้ย/ค่าเสียหาย
แจ้งภายในวันที่ 60 (ตรงเวลา)ไม่มีการหลุดพ้น รับผิดต่อเนื่องตามปกติไม่มี
แจ้งวันที่ 90 (ตามตัวอย่างข้างต้น)วันที่ 60วันที่ 61-90 (30 วัน)
แจ้งวันที่ 120วันที่ 60วันที่ 61-120 (60 วัน)
แจ้งวันที่ 180วันที่ 60วันที่ 61-180 (120 วัน)

ยิ่งเจ้าหนี้ปล่อยเวลาแจ้งผู้ค้ำล่าช้าออกไปนานเท่าไร ช่วงเวลาที่ผู้ค้ำหลุดพ้นจากดอกเบี้ยและค่าเสียหายก็ยิ่งยาวขึ้นตามไปด้วย แต่จุดที่ต้องย้ำคือเงินต้นที่ค้างอยู่ ณ วันผิดนัด (260,000 บาทในตัวอย่างข้างต้น) ผู้ค้ำยังต้องรับผิดชอบเต็มจำนวนเสมอ ไม่ว่าเจ้าหนี้จะแจ้งช้าแค่ไหน กฎหมายข้อนี้จึงช่วยลดภาระได้เฉพาะส่วนดอกเบี้ยและค่าเสียหายที่งอกขึ้นระหว่างที่เจ้าหนี้ยังไม่แจ้งเท่านั้น ไม่ได้ทำให้หนี้เงินต้นหายไปด้วย

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเรื่องค้ำประกัน

คำถามที่พบบ่อย

คำถาม: ค้ำประกันแล้ว ยกเลิกทีหลังได้ไหม
คำตอบ: ขึ้นอยู่กับลักษณะหนี้ที่ค้ำ ถ้าเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นแล้วและมีจำนวนแน่นอน ผู้ค้ำจะยกเลิกฝ่ายเดียวไม่ได้ ต้องรับผิดตามสัญญาจนกว่าจะชำระครบ แต่ถ้าเป็นค้ำประกันหนี้ในอนาคตแบบไม่มีกำหนดเวลา เช่น ค้ำวงเงินหมุนเวียน ผู้ค้ำมีสิทธิบอกเลิกสำหรับหนี้ที่ยังไม่เกิดขึ้นในอนาคตได้ตามมาตรา 699 โดยทำเป็นหนังสือแจ้งเจ้าหนี้

คำถาม: ผู้ค้ำเสียชีวิต ทายาทต้องรับผิดต่อไหม
คำตอบ: ความรับผิดของผู้ค้ำประกันที่มีอยู่แล้วก่อนเสียชีวิตตกทอดเป็นมรดกไปยังทายาท แต่จำกัดเฉพาะภายในกองมรดกที่ทายาทได้รับเท่านั้น ไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ได้รับ

คำถาม: เจ้าหนี้ไม่แจ้งภายใน 60 วัน ผู้ค้ำหลุดพ้นทั้งหมดเลยไหม
คำตอบ: ไม่ทั้งหมด หลุดพ้นเฉพาะดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทนที่เกิดขึ้นภายหลังพ้นกำหนด 60 วันเท่านั้น เงินต้นและดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นก่อนพ้นกำหนดยังต้องรับผิดอยู่ตามปกติ

คำถาม: ค้ำประกันกับกู้ร่วม แบบไหนเสี่ยงกว่ากัน
คำตอบ: กู้ร่วมเสี่ยงกว่า เพราะผู้กู้ร่วมมีสถานะเป็นลูกหนี้เต็มตัวเช่นเดียวกับผู้กู้หลัก เจ้าหนี้เรียกชำระจากผู้กู้ร่วมได้ทันทีโดยไม่ต้องไปเรียกจากผู้กู้หลักก่อน ต่างจากผู้ค้ำประกันที่มีสิทธิเกี่ยงให้เจ้าหนี้ไปเรียกจากลูกหนี้ก่อนได้

ก่อนเซ็นค้ำประกัน ควรเช็กอะไรบ้าง