DSR คืออะไร คำนวณอย่างไร
DSR ย่อมาจาก Debt Service Ratio หรือสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ คือตัวเลขที่บอกว่าในแต่ละเดือน รายได้ของเราต้องถูกกันไว้จ่ายหนี้ทั้งหมดกี่เปอร์เซ็นต์ คำนวณจากสูตร (ภาระผ่อนหนี้ทั้งหมดต่อเดือน ÷ รายได้ต่อเดือน) × 100 โดยภาระหนี้ทั้งหมดหมายถึงยอดผ่อนของทุกสินเชื่อที่มีอยู่รวมกัน ทั้งบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล ผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ไม่ใช่แค่สินเชื่อก้อนใหม่ที่กำลังจะขอ
สำหรับบัตรเครดิตที่ไม่ได้ผ่อนแบบมีกำหนดงวด ธนาคารมักนับ "ยอดผ่อนขั้นต่ำ" ตามที่ระบุในใบแจ้งหนี้เข้าไปในภาระหนี้ด้วย แม้จะยังไม่เคยค้างชำระเลยก็ตาม และหากเป็นผู้ค้ำประกันสินเชื่อให้คนอื่น หลายธนาคารก็นับยอดผ่อนของสินเชื่อที่ค้ำประกันนั้นรวมเข้าไปในภาระหนี้ของผู้ค้ำด้วย เพราะถือว่าเป็นภาระที่อาจต้องรับผิดชอบจริงหากผู้กู้หลักผิดนัด DSR จึงต่างจาก "เครดิตบูโร" ตรงที่เครดิตบูโรบันทึกประวัติการชำระหนี้ในอดีต ส่วน DSR เป็นการประเมินความสามารถผ่อนชำระในปัจจุบันและอนาคต ธนาคารมักพิจารณาทั้งสองอย่างประกอบกัน ไม่ใช่ดูเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง
เกณฑ์ DSR เท่าไหร่ถึงเรียกว่าปลอดภัย
โดยทั่วไปธนาคารและนักวางแผนการเงินมักใช้เกณฑ์คร่าวๆ ดังนี้
- ไม่เกิน 35%: อยู่ในระดับปลอดภัย มีพื้นที่ทางการเงินสำหรับเหตุฉุกเฉินหรือก่อหนี้เพิ่มได้อย่างสมเหตุสมผล
- 35-50%: เริ่มตึงตัว ควรระมัดระวังการก่อหนี้เพิ่ม และเริ่มวางแผนลดภาระหนี้เดิม
- เกิน 50%: มีความเสี่ยงสูงที่จะผ่อนไม่ไหวหากรายได้สะดุด และเป็นระดับที่หลายธนาคารเริ่มปฏิเสธคำขอสินเชื่อใหม่
ตัวเลขเหล่านี้เป็นแนวทางทั่วไปเท่านั้น แต่ละธนาคารมีเกณฑ์อนุมัติภายในของตัวเองที่อาจเข้มงวดกว่าหรือผ่อนปรนกว่านี้ ขึ้นอยู่กับประเภทสินเชื่อและความเสี่ยงของผู้กู้แต่ละราย สำหรับสินเชื่อบ้านโดยเฉพาะ ธนาคารมักพิจารณา DSR ควบคู่กับอัตราส่วนเงินกู้ต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV) และระยะเวลาผ่อนที่เหลือประกอบกัน ไม่ได้ตัดสินใจจาก DSR เพียงตัวเดียว
ภาระหนี้สูงสุดที่รับได้ตามระดับรายได้
แปลงเกณฑ์ 35% และ 50% เป็นตัวเลขบาทจริงที่แต่ละระดับรายได้ "รับภาระหนี้รวมได้สูงสุด" เท่าไหร่ก่อนชนเพดาน (นับรวมหนี้ทุกก้อนที่มีอยู่แล้ว ไม่ใช่แค่ก้อนใหม่ที่กำลังจะขอ):
| รายได้/เดือน | เพดานที่ DSR 35% (ปลอดภัย) | เพดานที่ DSR 50% (ขีดสุด) |
|---|---|---|
| 25,000 บาท | 8,750 บาท | 12,500 บาท |
| 45,000 บาท | 15,750 บาท | 22,500 บาท |
| 80,000 บาท | 28,000 บาท | 40,000 บาท |
ตัวเลขในตารางคือ "ยอดผ่อนหนี้รวมต่อเดือนทั้งหมด" ไม่ใช่แค่หนี้ก้อนใหม่ ดังนั้นถ้ารายได้ 45,000 บาท และมีภาระหนี้เดิมอยู่แล้ว 15,000 บาท (เช่นตัวอย่างในหัวข้อถัดไป) พื้นที่ที่เหลือสำหรับหนี้ก้อนใหม่ที่ DSR 35% จะเหลือแค่ 750 บาทต่อเดือนเท่านั้น แม้เพดานเต็มจะดูสูงถึง 15,750 บาทก็ตาม นี่คือเหตุผลที่คนมีหนี้เดิมเยอะมักถูกปฏิเสธสินเชื่อใหม่ทั้งที่รายได้ดูสูงพอ
ทำไมธนาคารถึงให้ความสำคัญกับ DSR
DSR เป็นตัวชี้วัดที่ธนาคารใช้ประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้ในระยะยาว เพราะต่อให้รายได้สูง แต่ถ้ามีภาระหนี้เดิมมากจนแทบไม่เหลือเงินสำหรับใช้จ่ายจำเป็นหรือรองรับเหตุไม่คาดฝัน ความเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระก็สูงตามไปด้วย ธนาคารแห่งประเทศไทยมีหลักเกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่ สกช. 7/2566 ลงวันที่ 21 ธันวาคม 2566 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 กำหนดให้สถาบันการเงินประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้าอย่างรอบด้านตลอดวงจรหนี้ ตั้งแต่ขั้นตอนพิจารณาปล่อยสินเชื่อใหม่ไปจนถึงการดูแลลูกหนี้ที่มีปัญหาหนี้เรื้อรัง ไม่ใช่พิจารณาแค่หลักประกันหรือรายได้ขั้นต้นเพียงอย่างเดียว เพื่อป้องกันปัญหาหนี้ครัวเรือนสะสมเกินตัว ทั้งนี้ DSR เป็นเพียงหนึ่งในหลายปัจจัยที่ธนาคารใช้พิจารณา ยังมีประวัติเครดิตบูโร ความมั่นคงของรายได้ และมูลค่าหลักประกันประกอบด้วย
วิธีลด DSR ก่อนยื่นขอสินเชื่อ
- ปิดหนี้บัตรเครดิตหรือสินเชื่อก้อนเล็กที่เหลือยอดไม่มากให้หมดก่อน เพราะยอดผ่อนขั้นต่ำที่หายไปช่วยลด DSR ได้ทันที
- หลีกเลี่ยงการก่อหนี้ใหม่ เช่น ผ่อนโทรศัพท์หรือผ่อนสินค้าในช่วง 6-12 เดือนก่อนยื่นกู้ก้อนใหญ่
- พิจารณารีไฟแนนซ์หนี้เดิมที่ดอกเบี้ยสูงเพื่อลดยอดผ่อนต่อเดือน โดยเฉพาะบัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคล
- หาผู้กู้ร่วมที่มีรายได้ประจำเพื่อเพิ่มฐานรายได้รวมในการคำนวณ ซึ่งช่วยลด DSR ลงได้มากในกรณีกู้ซื้อบ้าน
- ลดวงเงินกู้ที่ขอลง หรือยืดระยะเวลาผ่อนให้ยาวขึ้นเพื่อให้ยอดผ่อนต่อเดือนลดลง แม้จะทำให้ดอกเบี้ยรวมสูงขึ้นก็ตาม
ยิ่งวางแผนล่วงหน้านานเท่าไหร่ โอกาสที่ DSR จะอยู่ในเกณฑ์ที่ธนาคารอนุมัติก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น
ตัวอย่างการคำนวณ DSR จริง
สมมติพนักงานเงินเดือน 45,000 บาทต่อเดือน มีภาระผ่อนรถ 8,000 บาท ผ่อนบัตรเครดิต (ยอดขั้นต่ำ) 3,000 บาท และผ่อนสินเชื่อส่วนบุคคล 4,000 บาท รวมภาระหนี้ปัจจุบัน 15,000 บาทต่อเดือน DSR ปัจจุบัน = (15,000 ÷ 45,000) × 100 = 33.3% ยังอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย
หากคนนี้ต้องการขอสินเชื่อบ้านเพิ่ม โดยยอดผ่อนบ้านประมาณ 12,000 บาทต่อเดือน ภาระหนี้รวมใหม่จะกลายเป็น 15,000 + 12,000 = 27,000 บาทต่อเดือน DSR ใหม่ = (27,000 ÷ 45,000) × 100 = 60% ซึ่งสูงเกินเกณฑ์ที่ธนาคารส่วนใหญ่จะอนุมัติ ทางเลือกในกรณีนี้อาจเป็นการปิดหนี้สินเชื่อส่วนบุคคลก่อน ลดยอดผ่อนรถด้วยการรีไฟแนนซ์ หรือหาผู้กู้ร่วมที่มีรายได้เพื่อเพิ่มฐานรายได้รวมในการคำนวณ
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเกี่ยวกับ DSR
- คิดว่า DSR นับเฉพาะสินเชื่อก้อนใหม่ที่กำลังขอ ทั้งที่ความจริงธนาคารนับภาระหนี้เดิมทั้งหมดรวมเข้าไปด้วยเสมอ
- ลืมนับยอดผ่อนขั้นต่ำของบัตรเครดิตที่มีอยู่ แม้จะไม่เคยค้างชำระเลยก็ตาม เพราะถือเป็นภาระที่มีอยู่จริงในทุกเดือน
- ลืมว่าการเป็นผู้ค้ำประกันสินเชื่อให้คนอื่นก็มีผลต่อ DSR ของตัวเองได้เช่นกัน
- ใช้รายได้ก่อนหักภาษีและประกันสังคมมาคำนวณ ทั้งที่บางธนาคารอาจพิจารณาจากรายได้สุทธิ ทำให้ตัวเลขที่คำนวณเองคลาดเคลื่อนจากที่ธนาคารประเมินจริง
คำถามที่พบบ่อย
คำถาม DSR กับเครดิตบูโรต่างกันอย่างไร
เครดิตบูโรบันทึกประวัติการชำระหนี้ในอดีต เช่น เคยค้างชำระหรือผิดนัดหรือไม่ ส่วน DSR เป็นการประเมินภาระหนี้ปัจจุบันเทียบกับรายได้ปัจจุบัน ธนาคารมักพิจารณาทั้งสองอย่างประกอบกันก่อนอนุมัติสินเชื่อ
คำถาม เป็นผู้ค้ำประกันคนอื่น มีผลต่อ DSR ของเราไหม
มีผล เพราะหลายธนาคารนับยอดผ่อนของสินเชื่อที่เราค้ำประกันรวมเข้าไปในภาระหนี้ของเราด้วย แม้ผู้กู้หลักจะยังผ่อนปกติอยู่ก็ตาม เนื่องจากถือเป็นภาระที่อาจต้องรับผิดชอบจริงหากผู้กู้หลักผิดนัด
คำถาม DSR สูงเกินเกณฑ์แต่จำเป็นต้องกู้ ทำอย่างไรได้บ้าง
ลองปิดหนี้ก้อนเล็กที่ดอกเบี้ยสูงก่อน ลดวงเงินที่ขอกู้ลง หาผู้กู้ร่วมที่มีรายได้เพื่อเพิ่มฐานรายได้รวม หรือรอสะสมเวลาปิดหนี้เดิมให้ DSR ลดลงก่อนยื่นกู้ก้อนใหม่
คำถาม ธนาคารแต่ละแห่งใช้เกณฑ์ DSR เดียวกันหรือไม่
ไม่เสมอไป แต่ละธนาคารมีเกณฑ์อนุมัติภายในของตัวเองที่อาจเข้มงวดกว่าหรือผ่อนปรนกว่ากัน ขึ้นอยู่กับประเภทสินเชื่อ หลักประกัน และความเสี่ยงของผู้กู้แต่ละราย ตัวเลข 35% และ 50% ในบทความนี้เป็นแนวทางทั่วไปเท่านั้น
แหล่งอ้างอิง
- ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่ สกช. 7/2566 เรื่อง การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) ลงวันที่ 21 ธันวาคม 2566 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567
- ฐานเศรษฐกิจ — ธปท. ยกระดับแก้หนี้ครัวเรือน คุมปล่อยสินเชื่ออย่างรับผิดชอบเป็นธรรม
- ประชาชาติธุรกิจ — ธปท.ดีเดย์ 1 ม.ค.67 ออกเกณฑ์คุมแบงก์เข้ม 8 ด้าน หวังสกัดหนี้ครัวเรือน