เครดิตบูโรกับแบล็คลิสต์ ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
ประเทศไทยไม่มี "แบล็คลิสต์" ที่ห้ามกู้ถาวรตามกฎหมาย บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ หรือเครดิตบูโร มีหน้าที่เก็บและรายงานประวัติการชำระหนี้ตามข้อเท็จจริงที่สถาบันการเงินสมาชิกส่งมาเท่านั้น ไม่มีอำนาจตัดสินใจอนุมัติหรือปฏิเสธสินเชื่อใด ๆ ส่วนการอนุมัติหรือปฏิเสธสินเชื่อเป็นดุลยพินิจของสถาบันการเงินแต่ละแห่งที่นำข้อมูลนี้ไปประกอบการพิจารณาร่วมกับปัจจัยอื่น เช่น รายได้ ภาระหนี้ต่อรายได้ (DSR) และนโยบายสินเชื่อภายในของแต่ละแห่ง ธนาคารสองแห่งอาจให้ผลลัพธ์ต่างกันแม้ดูรายงานเครดิตเดียวกัน เพราะแต่ละแห่งมีเกณฑ์ความเสี่ยงที่ยอมรับได้ไม่เท่ากัน
ประวัติค้างชำระเก็บนานแค่ไหน
บัญชีที่ผิดนัดชำระจะถูกรายงานสถานะต่อเนื่องในระบบเครดิตบูโรตลอดช่วงที่ยังค้างชำระอยู่ เมื่อชำระหนี้ครบและปิดบัญชีแล้ว ข้อมูลจะยังปรากฏในรายงานต่อไปอีกไม่เกิน 3 ปี (36 เดือน) นับจากวันที่ปิดบัญชี ก่อนจะถูกลบออกจากระบบโดยอัตโนมัติ ข้อควรระวังคือช่วง 3 ปีนี้เริ่มนับจาก "วันที่ปิดบัญชี" ไม่ใช่วันที่เริ่มค้างชำระ ดังนั้นยิ่งปล่อยให้บัญชีค้างอยู่นานเท่าไร ระยะเวลารอให้ประวัติหายไปก็ยิ่งเลื่อนออกไปนานเท่านั้น การรีบปิดบัญชีจึงเป็นวิธีเดียวที่ทำให้นาฬิกา 3 ปีเริ่มเดิน
ตัวอย่างคำนวณ ปิดบัญชีช้าแค่ไหน ประวัติหายช้าแค่นั้น
กติกาสำคัญคือนาฬิกา 3 ปี (36 เดือน) เริ่มเดินนับจาก "วันที่ปิดบัญชี" ไม่ใช่วันที่เริ่มค้างชำระ ลองไล่ตัวอย่างเทียบกันดูว่าการรีบเจรจาปิดบัญชีเร็วหรือช้าต่างกันแค่ไหนเมื่อนับรวมเป็นระยะเวลาทั้งหมดตั้งแต่วันที่เริ่มค้างจนถึงวันที่ข้อมูลถูกลบออกจากระบบ:
| สถานการณ์ | ค้างชำระนานเท่าไรก่อนปิดบัญชี | นับจากวันปิดบัญชีอีก | รวมเวลาทั้งหมดตั้งแต่เริ่มค้างจนประวัติหาย |
|---|---|---|---|
| รีบเจรจาปิดบัญชีเร็ว | ค้าง 2 เดือน | +36 เดือน | ประมาณ 38 เดือน (~3 ปี 2 เดือน) |
| ปล่อยค้างไว้ 1 ปีก่อนปิด | ค้าง 12 เดือน | +36 เดือน | ประมาณ 48 เดือน (4 ปี) |
| ปล่อยค้างไว้ 2 ปีก่อนปิด | ค้าง 24 เดือน | +36 เดือน | ประมาณ 60 เดือน (5 ปี) |
| ยังไม่ปิดบัญชีเลย | ค้างต่อเนื่องไม่จำกัด | นาฬิกา 3 ปียังไม่เริ่มเดิน | ไม่มีวันหาย จนกว่าจะปิดบัญชี |
จะเห็นว่าตัวแปรเดียวที่อยู่ในมือของลูกหนี้คือ "รีบปิดบัญชีเร็วแค่ไหน" เพราะระยะ 36 เดือนหลังปิดบัญชีเป็นค่าคงที่ที่เปลี่ยนไม่ได้ ยิ่งเจรจาปิดบัญชีได้เร็วเท่าไร วันที่ประวัติค้างชำระจะหายไปจากระบบก็ยิ่งใกล้เข้ามาเท่านั้น ส่วนกรณีที่ยังไม่ปิดบัญชีเลยถือเป็นกรณีที่แย่ที่สุด เพราะนาฬิกานับถอยหลังยังไม่เริ่มทำงานไม่ว่าจะค้างมานานแค่ไหนก็ตาม
ตรวจเครดิตบูโรของตัวเองได้อย่างไร
ทุกคนมีสิทธิขอตรวจข้อมูลเครดิตของตัวเองได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องรอถูกปฏิเสธสินเชื่อก่อน ผ่านช่องทางของบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ เช่น เคาน์เตอร์ธนาคารที่ร่วมโครงการ ตู้ตรวจเครดิตบูโรด้วยตนเอง หรือแอปพลิเคชันของธนาคารบางแห่งอย่าง K PLUS, Krungthai NEXT, ttb touch, MyMo และ KKP Mobile ซึ่งจะได้รับรายงานทางอีเมลภายในไม่กี่นาที การขอดูรายงานฉบับละเอียดพร้อมคะแนนเครดิตมีค่าธรรมเนียมมาตรฐานประมาณ 150 บาทต่อครั้ง ควรตรวจสอบข้อมูลของตัวเองก่อนยื่นขอสินเชื่อก้อนใหญ่ทุกครั้ง เพื่อดูว่าข้อมูลถูกต้องและเป็นปัจจุบันหรือไม่ ก่อนธนาคารจะดึงข้อมูลไปพิจารณาเอง
ถ้าเคยค้างชำระ ต้องทำอย่างไรต่อ
- รีบชำระหนี้ที่ค้างให้ครบและปิดบัญชีโดยเร็วที่สุด เพื่อเริ่มนับเวลาที่ประวัติจะถูกลบออก
- ติดต่อเจรจากับเจ้าหนี้หากผ่อนไม่ไหว อย่าปล่อยให้ค้างชำระเรื้อรัง เพราะยิ่งเรื้อรังยิ่งเลื่อนวันที่ประวัติจะหายไป
- สร้างประวัติการชำระที่ดีในบัญชีอื่น ๆ อย่างสม่ำเสมอเพื่อชดเชยในระยะยาว เพราะสถาบันการเงินมักดูแนวโน้มพฤติกรรมล่าสุดร่วมกับประวัติเก่าด้วย
เครดิตสกอร์คืออะไร ต่างจากรายงานเครดิตอย่างไร
รายงานข้อมูลเครดิต (Credit Report) คือประวัติบัญชีสินเชื่อทั้งหมดที่มีอยู่ เช่น เปิดบัญชีเมื่อไร วงเงินเท่าไร ค้างชำระหรือไม่ ส่วนเครดิตสกอร์ (Credit Score หรือ NCB Score) คือคะแนนที่คำนวณจากพฤติกรรมการก่อหนี้และชำระหนี้ทั้งหมดในรายงาน มีช่วงคะแนนตั้งแต่ 300 ถึง 900 คะแนน แบ่งเป็นระดับตั้งแต่ AA (คะแนนสูงสุด 753-900) ไปจนถึง HH (คะแนนต่ำสุด 300-615) คะแนนยิ่งสูงยิ่งสะท้อนความเสี่ยงต่ำในสายตาสถาบันการเงิน แต่คะแนนนี้เป็นเพียงข้อมูลประกอบหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ตัวชี้ขาดว่าจะได้สินเชื่ออนุมัติหรือไม่ เพราะแต่ละธนาคารมีเกณฑ์คะแนนขั้นต่ำและปัจจัยอื่นที่ใช้ประกอบการพิจารณาต่างกันไป
ข้อมูลในรายงานผิดพลาด แก้ไขอย่างไร
หากตรวจพบว่ารายงานเครดิตมีข้อมูลผิดพลาด เช่น บัญชีที่ปิดไปแล้วแต่ยังแสดงว่าค้างชำระอยู่ หรือยอดหนี้ไม่ตรงกับความเป็นจริง สามารถยื่นแบบคำขอแก้ไขข้อมูลที่ศูนย์ตรวจเครดิตบูโรได้โดยตรง พร้อมแนบสำเนาบัตรประชาชนและสำเนารายงานเครดิตส่วนที่ต้องการแก้ไข เครดิตบูโรจะส่งเรื่องให้สถาบันการเงินเจ้าของข้อมูลตรวจสอบและแจ้งผลกลับภายใน 30 วันนับจากวันยื่นคำขอ หากสถาบันการเงินยืนยันว่าข้อมูลถูกต้องแล้วแต่ไม่พอใจกับคำตอบ ยังมีสิทธิขอให้บันทึกข้อโต้แย้งไว้ในระบบและยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลเครดิตต่อไปได้
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเกี่ยวกับเครดิตบูโร
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดคือคิดว่าเคยค้างชำระแล้วจะ "ติดแบล็คลิสต์ห้ามกู้ตลอดชีวิต" ทั้งที่จริงประวัติจะหายไปเองภายใน 3 ปีหลังปิดบัญชี อีกความเข้าใจผิดคือคิดว่าการปิดบัตรเครดิตหรือบัญชีที่ค้างอยู่โดยไม่จ่ายให้ครบจะทำให้ประวัติหายไปเร็วขึ้น ซึ่งไม่จริง เพราะการนับ 3 ปีเริ่มนับก็ต่อเมื่อชำระหนี้ครบและปิดบัญชีอย่างถูกต้องเท่านั้น หลายคนยังเข้าใจผิดว่าเครดิตบูโรเก็บข้อมูลรายได้หรือทรัพย์สินไว้ด้วย ซึ่งความจริงเครดิตบูโรเก็บเฉพาะประวัติสินเชื่อและการชำระเงินเท่านั้น ไม่มีข้อมูลรายได้ ทรัพย์สิน หรือบัญชีเงินฝากอยู่ในระบบแต่อย่างใด
คำถามที่พบบ่อย
คำถาม: เช็กเครดิตบูโรของตัวเองบ่อย ๆ จะทำให้คะแนนเครดิตลดลงไหม
คำตอบ: ไม่ลด การขอตรวจข้อมูลเครดิตของตัวเอง (soft inquiry) ไม่มีผลต่อคะแนนเครดิตแต่อย่างใด ต่างจากกรณีที่สถาบันการเงินหลายแห่งขอตรวจข้อมูลเพื่อพิจารณาสินเชื่อพร้อมกันในช่วงเวลาสั้น ๆ ซึ่งอาจถูกมองว่าผู้ขอกำลังกู้หลายที่พร้อมกัน
คำถาม: หนี้ กยศ. หรือหนี้ค้ำประกันคนอื่น ขึ้นเครดิตบูโรของเราด้วยไหม
คำตอบ: ขึ้น เพราะถือเป็นภาระหนี้สินที่ผูกพันตามกฎหมาย ทั้งหนี้ที่กู้เอง หนี้ที่ค้ำประกันให้ผู้อื่น จะปรากฏในรายงานเครดิตของผู้ค้ำประกันด้วยเช่นกัน หากลูกหนี้ตัวจริงค้างชำระ ผู้ค้ำก็มีประวัติค้างชำระไปด้วย
คำถาม: ค้างชำระอยู่ ยังไม่ได้ปิดบัญชี แต่อยากขอสินเชื่อใหม่ตอนนี้ ทำได้ไหม
คำตอบ: ยื่นขอได้ แต่โอกาสอนุมัติต่ำมาก เพราะสถาบันการเงินเห็นสถานะค้างชำระที่ยังไม่ปิดในรายงาน ทางที่ดีควรรีบเจรจาชำระหนี้เก่าให้ครบและปิดบัญชีก่อน แล้วรอสร้างประวัติที่ดีระยะหนึ่งก่อนยื่นขอสินเชื่อก้อนใหม่
คำถาม: บริษัทเอกชนหรือนายจ้างขอดูเครดิตบูโรของเราได้ไหม
คำตอบ: ไม่ได้ กฎหมายกำหนดให้เฉพาะเจ้าของข้อมูลหรือสถาบันการเงินสมาชิกที่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลตามกระบวนการที่ถูกต้องเท่านั้นที่เข้าถึงรายงานเครดิตได้ นายจ้างทั่วไปไม่มีสิทธิเรียกดูรายงานเครดิตบูโรของพนักงานหรือผู้สมัครงาน