VAT คืออะไร ทำไมอัตราจึงเป็น 7% ไม่ใช่ 10%
ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เป็นภาษีทางอ้อมที่เก็บจากการขายสินค้าและบริการเกือบทุกประเภทในไทย ผู้บริโภคเป็นคนจ่ายจริงผ่านราคาสินค้า ส่วนผู้ประกอบการมีหน้าที่เก็บและนำส่งให้กรมสรรพากร ตามกฎหมายอัตรา VAT มาตรฐานคือ 10% แต่รัฐบาลออกพระราชกฤษฎีกาลดอัตราลงเหลือ 7% ต่อเนื่องมาหลายสิบปีเพื่อพยุงค่าครองชีพ ล่าสุดคณะรัฐมนตรีมีมติขยายเวลาคง VAT ที่ 7% ออกไปอีก 1 ปี จากเดิมสิ้นสุด 30 กันยายน 2569 เป็นสิ้นสุด 30 กันยายน 2570 ตัวเลข 7% นี้จริง ๆ แล้วประกอบด้วยภาษีมูลค่าเพิ่มของรัฐบาล 6.3% รวมกับภาษีท้องถิ่นอีก 0.7% เพราะเป็นมาตรการชั่วคราวที่ต้องต่ออายุเป็นระยะ จึงควรติดตามประกาศทุกครั้งที่ใกล้ครบกำหนด เผื่ออัตราจะเปลี่ยนกลับไปที่ 10% ตามกฎหมายเดิม
กรณีที่ 1: ราคายังไม่รวม VAT ต้องบวกอย่างไร
เมื่อราคาที่ติดป้ายหรือเสนอขายยังไม่รวม VAT ให้นำราคาสินค้า × 7% จะได้จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่ม จากนั้นบวกเข้ากับราคาเดิมเพื่อได้ราคาสุทธิที่ต้องจ่ายจริง เช่น สินค้าราคา 1,000 บาท มี VAT 70 บาท (1,000×0.07) ราคาสุทธิคือ 1,070 บาท ราคาที่ยังไม่รวม VAT มักพบในใบเสนอราคาธุรกิจต่อธุรกิจ (B2B) หรือสัญญาบริการบางประเภท ผู้ซื้อจึงควรถามให้ชัดเจนก่อนตกลงราคาว่าตัวเลขที่เห็นรวม VAT แล้วหรือยัง เพื่อไม่ให้งบประมาณคลาดเคลื่อน
กรณีที่ 2: ราคารวม VAT แล้ว ต้องถอดอย่างไร
ร้านค้าและห้างสรรพสินค้าที่ขายให้ผู้บริโภคทั่วไป (B2C) มักติดราคาที่รวม VAT แล้ว ในกรณีนี้ห้ามหัก 7% ออกจากราคาตรง ๆ เพราะจะได้ตัวเลขผิด ต้องหารราคารวมด้วย 1.07 เพื่อหาราคาก่อน VAT ก่อน เช่น ราคารวม 1,070 บาท ÷ 1.07 = 1,000 บาท ดังนั้น VAT ที่ซ่อนอยู่ในราคานี้คือ 70 บาท ไม่ใช่ 1,070×0.07 = 74.90 บาทตามที่หลายคนคำนวณผิด
ใครมีหน้าที่จดทะเบียน VAT
ผู้ประกอบการที่ขายสินค้าหรือให้บริการ (ยกเว้นกิจการที่ได้รับยกเว้นตามกฎหมาย) และมีรายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี มีหน้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มกับกรมสรรพากรภายใน 30 วันนับแต่วันที่รายรับเกินเกณฑ์ แม้รายรับยังไม่ถึง 1.8 ล้านบาทก็ขอจดทะเบียนโดยสมัครใจได้ เพื่อให้ออกใบกำกับภาษีและขอคืน VAT ซื้อได้ ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนแล้วต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 และนำส่งภาษีทุกเดือนภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ไม่ว่าเดือนนั้นจะมียอดขายหรือไม่ก็ตาม
ใบกำกับภาษีเต็มรูป ต้องมีอะไรบ้าง
ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปที่ถูกต้องตามกฎหมายต้องมีข้อมูลครบ ได้แก่ คำว่า "ใบกำกับภาษี" ที่เห็นชัดเจน ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ขาย ชื่อและที่อยู่ของผู้ซื้อ เลขที่ใบกำกับภาษี รายการสินค้าหรือบริการพร้อมจำนวนและราคา จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่แยกจากราคาสินค้าอย่างชัดเจน และวันเดือนปีที่ออก หากซื้อสินค้าเพื่อธุรกิจและต้องการนำ VAT ไปหักเป็นภาษีซื้อ ควรขอใบกำกับภาษีเต็มรูปทุกครั้ง ไม่ใช่แค่ใบเสร็จรับเงินธรรมดาที่มักไม่มีข้อมูลครบตามที่กฎหมายกำหนด
ตัวอย่างการคำนวณจริง: เปิดร้านขายของออนไลน์
สมมติร้านค้าออนไลน์แห่งหนึ่งจดทะเบียน VAT แล้ว เดือนนี้ขายสินค้าได้ 500,000 บาท (รวม VAT แล้ว) และซื้อสินค้ามาขายต่อ 300,000 บาท (รวม VAT แล้ว) วิธีคำนวณ: ภาษีขาย = 500,000 ÷ 1.07 × 0.07 = 32,710.28 บาท ภาษีซื้อ = 300,000 ÷ 1.07 × 0.07 = 19,626.17 บาท ภาษีที่ต้องนำส่งกรมสรรพากร = ภาษีขาย − ภาษีซื้อ = 13,084.11 บาท หากเดือนไหนภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย เช่น เดือนที่ลงทุนซื้อสต๊อกสินค้าจำนวนมาก ผู้ประกอบการมีสิทธิขอคืนภาษีส่วนต่างจากกรมสรรพากรได้เช่นกัน
เทียบ VAT สุทธิที่ต้องนำส่ง ตามสัดส่วนต้นทุนสินค้า
ใช้วิธีคำนวณเดียวกับตัวอย่างร้านค้าออนไลน์ข้างต้น (ยอดขาย 500,000 บาทรวม VAT คงที่ทุกกรณี) แต่ลองเปลี่ยนต้นทุนสินค้าที่ซื้อมาขายต่อเป็น 3 ระดับ เพื่อดูว่าธุรกิจมาร์จิ้นสูงกับมาร์จิ้นต่ำต้องนำส่ง VAT สุทธิต่างกันแค่ไหน
| ต้นทุนสินค้าที่ซื้อมา (รวม VAT) | สัดส่วนต่อยอดขาย | ภาษีซื้อ | VAT สุทธิที่ต้องนำส่ง |
|---|---|---|---|
| 150,000 บาท (มาร์จิ้นสูง) | 30% | 9,813.08 บาท | 22,897.20 บาท |
| 300,000 บาท (ตัวอย่างข้างต้น) | 60% | 19,626.17 บาท | 13,084.11 บาท |
| 400,000 บาท (มาร์จิ้นต่ำ) | 80% | 26,168.22 บาท | 6,542.06 บาท |
ภาษีขายคงที่ที่ 32,710.28 บาททุกแถวเพราะยอดขายเท่ากัน แต่ VAT สุทธิที่ต้องนำส่งจริงต่างกันเกือบ 4 เท่าระหว่างธุรกิจมาร์จิ้นสูงกับมาร์จิ้นต่ำ เพราะธุรกิจที่ซื้อสินค้ามาถูกกว่า (มาร์จิ้นสูง) มีภาษีซื้อให้หักน้อยกว่า จึงต้องนำส่งภาษีสุทธิมากกว่า ผู้ประกอบการที่กำลังวางแผนกระแสเงินสดรายเดือนจึงควรประเมิน VAT ที่ต้องนำส่งจากอัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจตัวเอง ไม่ใช่มองแค่ยอดขายอย่างเดียว เพราะยอดขายเท่ากันไม่ได้แปลว่าต้องนำส่ง VAT เท่ากันเสมอไป
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเรื่อง VAT
- คิด VAT ซ้ำสอง โดยเอาราคาที่รวม VAT แล้วไปคูณ 7% เพิ่มอีกรอบ ทำให้ราคาสุดท้ายแพงเกินจริง
- เข้าใจผิดว่าหัก 7% ออกจากราคารวมได้ตรง ๆ ทั้งที่ต้องหารด้วย 1.07 ก่อนจึงจะได้ยอด VAT ที่ถูกต้อง
- รายรับใกล้ 1.8 ล้านบาทต่อปีแล้วไม่ยอมจดทะเบียน VAT ตามกำหนด ทำให้ถูกประเมินภาษีย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มเมื่อกรมสรรพากรตรวจพบ
- เก็บแค่ใบเสร็จรับเงินธรรมดาแทนใบกำกับภาษีเต็มรูป แล้วนำไปขอคืนภาษีซื้อไม่ได้เพราะเอกสารไม่ครบ
คำถามที่พบบ่อย
ซื้อของแล้วร้านไม่ยอมแยกราคา VAT ให้ ทำอย่างไร
ร้านค้าที่จดทะเบียน VAT ต้องออกใบกำกับภาษีให้เมื่อลูกค้าร้องขอ หากปฏิเสธ สามารถขอใบเสร็จที่ระบุยอด VAT แยกไว้ หรือตรวจสอบเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของร้านกับกรมสรรพากรได้
ร้านเล็ก ๆ ที่รายได้ไม่ถึง 1.8 ล้านบาท ต้องคิด VAT ไหม
ไม่ต้อง ผู้ประกอบการที่ไม่ได้จดทะเบียน VAT ไม่มีสิทธิเรียกเก็บ VAT จากลูกค้าและไม่ต้องนำส่งภาษีนี้ ราคาที่ขายจึงไม่มี VAT ซ่อนอยู่
ภาษีซื้อกับภาษีขายต่างกันอย่างไร
ภาษีขายคือ VAT ที่เก็บจากลูกค้าตอนขายสินค้าหรือบริการ ส่วนภาษีซื้อคือ VAT ที่จ่ายไปตอนซื้อวัตถุดิบหรือสินค้ามาขายต่อ ผู้ประกอบการนำสองยอดนี้มาหักลบกันทุกเดือนเพื่อหาว่าต้องจ่ายเพิ่มหรือขอคืน
สินค้าบางอย่างทำไมไม่มี VAT
กฎหมายยกเว้น VAT ให้กิจการบางประเภท เช่น การขายพืชผลทางการเกษตร สัตว์มีชีวิต ปุ๋ย หนังสือพิมพ์ และบริการทางการแพทย์บางส่วน ผู้ประกอบการกลุ่มนี้จึงไม่ต้องเรียกเก็บ VAT จากผู้ซื้อ