ภาษีนิติบุคคลคิดจากอะไร
ภาษีเงินได้นิติบุคคลคิดจาก "กำไรสุทธิทางภาษี" ไม่ใช่กำไรทางบัญชีตรง ๆ และไม่ใช่คิดจากรายได้รวมหรือยอดขายโดยตรงอย่างที่หลายคนเข้าใจผิด วิธีคำนวณเริ่มจากกำไรสุทธิในงบกำไรขาดทุนทางบัญชี แล้วปรับปรุงตามหลักเกณฑ์ในประมวลรัษฎากรมาตรา 65 ตรี คือ "บวกกลับ" รายจ่ายที่กฎหมายไม่ยอมให้หัก (เรียกว่ารายจ่ายต้องห้าม) เข้าไปในกำไร และ "หักออก" รายได้บางประเภทที่ได้รับยกเว้นภาษี เพื่อให้ได้กำไรสุทธิทางภาษีที่แท้จริงซึ่งเป็นฐานคำนวณภาษี รายจ่ายที่นำมาหักได้ต้องมีเอกสารประกอบชัดเจน เช่น ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน หรือสัญญา และต้องเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจการโดยตรง ไม่ใช่รายจ่ายส่วนตัวของเจ้าของหรือกรรมการที่ปะปนเข้ามาในบัญชีบริษัท
สิทธิพิเศษสำหรับ SME
ธุรกิจที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้จากการขายสินค้าหรือบริการไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อรอบบัญชี เข้าเกณฑ์ SME ซึ่งได้รับยกเว้นภาษีสำหรับกำไรสุทธิ 300,000 บาทแรก ส่วนที่เกิน 300,000 บาทถึง 3,000,000 บาทเสียภาษี 15% และส่วนที่เกิน 3,000,000 บาทเสียภาษี 20% ต่างจากนิติบุคคลทั่วไปที่เสียภาษี 20% ของกำไรสุทธิทั้งจำนวนตั้งแต่บาทแรกโดยไม่มีขั้นบันไดหรือส่วนยกเว้นใด ๆ ธุรกิจตั้งใหม่จึงควรตรวจสอบทั้งทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วจริง (ไม่ใช่ทุนจดทะเบียนที่จดไว้เฉย ๆ) และรายได้สะสมระหว่างปีอย่างสม่ำเสมอ เพราะถ้ารายได้ทะลุ 30 ล้านบาทเมื่อไร จะหลุดจากสิทธิ SME ทันทีในรอบบัญชีถัดไป
งบการเงินและเอกสารที่ต้องเตรียม
ทุกปีบริษัทต้องจัดทำงบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) และงบกำไรขาดทุน พร้อมเอกสารประกอบรายจ่ายให้ครบถ้วน เช่น ใบกำกับภาษีซื้อ ใบเสร็จรับเงิน สัญญาจ้าง และหลักฐานการหักภาษี ณ ที่จ่าย บริษัทจำกัดทุกแห่งไม่ว่าจะมีรายได้มากหรือน้อยต้องมีผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ตรวจสอบและรับรองงบการเงินก่อนนำส่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกรมสรรพากรทุกรอบบัญชี ค่าใช้จ่ายส่วนนี้เป็นต้นทุนคงที่ที่เจ้าของธุรกิจ SME มักลืมนับรวมตอนวางแผนงบประมาณ ควรหาสำนักงานบัญชีหรือผู้สอบบัญชีไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ต้นปี ไม่ใช่มาเร่งหาตอนใกล้ครบกำหนดยื่นงบ
กำหนดเวลายื่นภาษี
นิติบุคคลต้องยื่นภาษีเงินได้สองรอบต่อปี รอบแรกคือแบบประมาณการกำไรสุทธิครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) ต้องยื่นและชำระภายใน 2 เดือนนับจากวันสุดท้ายของครึ่งแรกของรอบระยะเวลาบัญชี เช่น บริษัทที่ใช้ปีปฏิทิน (ม.ค.-ธ.ค.) ต้องยื่นภายในสิงหาคมของปีนั้น รอบที่สองคือแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ประจำปี (ภ.ง.ด.50) ที่สรุปกำไรขาดทุนจริงทั้งปี ต้องยื่นภายใน 150 วันนับจากวันสุดท้ายของรอบบัญชี เช่น บริษัทปีปฏิทินต้องยื่นภายในปลายเดือนพฤษภาคมของปีถัดไป หากยื่นผ่านระบบอินเทอร์เน็ตของกรมสรรพากรมักได้รับสิทธิขยายเวลาเพิ่มเติมจากกำหนดปกติ ควรตรวจสอบประกาศของกรมสรรพากรในแต่ละปีให้แน่ชัด
เช็กลิสต์ก่อนยื่นภาษีนิติบุคคล
- ตรวจสอบว่าธุรกิจเข้าเกณฑ์ SME ที่ได้รับสิทธิลดหย่อนอัตราภาษีหรือไม่ ทั้งทุนชำระแล้วและรายได้สะสมทั้งปี
- เตรียมงบการเงินและเอกสารประกอบรายจ่ายให้ครบก่อนยื่นภาษี รวมถึงใบรับรองจากผู้สอบบัญชี
- ตรวจสอบกำหนดเวลายื่นภาษีทั้ง ภ.ง.ด.51 และ ภ.ง.ด.50 ของรอบบัญชีบริษัทในแต่ละปี
- เก็บหลักฐานภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ถูกหักไว้ระหว่างปีไว้ใช้เป็นเครดิตหักออกจากภาษีที่ต้องชำระ
ตัวอย่างการคำนวณภาษีจริง
สมมติบริษัท SME แห่งหนึ่งมีทุนจดทะเบียนชำระแล้ว 2 ล้านบาท และรายได้ทั้งปี 12 ล้านบาท เข้าเกณฑ์ SME ครบทั้งสองเงื่อนไข เมื่อสิ้นปีคำนวณกำไรสุทธิทางภาษีได้ 1,500,000 บาท วิธีคิดภาษีคือแบ่งเป็นขั้น กำไร 300,000 บาทแรกได้รับยกเว้นภาษี ส่วนที่เหลือ 1,200,000 บาท (คือ 1,500,000 - 300,000) เสียภาษี 15% เท่ากับ 180,000 บาท รวมภาษีที่ต้องชำระทั้งปี 180,000 บาท เทียบกับบริษัททั่วไปที่ไม่เข้าเกณฑ์ SME ซึ่งต้องเสียภาษี 20% ของกำไรสุทธิทั้งจำนวนคือ 1,500,000 x 20% = 300,000 บาท จะเห็นว่าสิทธิ SME ช่วยประหยัดภาษีไปถึง 120,000 บาทในปีนั้น ทั้งนี้ระหว่างปีบริษัทต้องยื่น ภ.ง.ด.51 ประมาณการกำไรครึ่งปีไว้ล่วงหน้าและชำระภาษีบางส่วนไปก่อนแล้ว เมื่อยื่น ภ.ง.ด.50 ตอนสิ้นปีจึงนำภาษีที่จ่ายไปแล้วมาหักออกจากยอดที่คำนวณได้จริง เหลือเท่าไรจึงค่อยชำระเพิ่ม
เทียบภาษี SME กับนิติบุคคลทั่วไป 3 ระดับกำไร
สิทธิ SME ช่วยประหยัดภาษีได้จริง แต่ประหยัดได้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับระดับกำไรสุทธิของบริษัท ลองเทียบภาษีที่ต้องจ่ายระหว่างบริษัทที่เข้าเกณฑ์ SME กับบริษัททั่วไปที่เสียภาษี 20% เต็มอัตราตั้งแต่บาทแรก ที่ 3 ระดับกำไร
| กำไรสุทธิ | ภาษี SME | ภาษีนิติบุคคลทั่วไป (20%) | ประหยัดภาษีได้ | คิดเป็น % ของภาษีที่ควรจ่าย |
|---|---|---|---|---|
| 500,000 บาท | 30,000 บาท | 100,000 บาท | 70,000 บาท | 70.0% |
| 1,500,000 บาท | 180,000 บาท | 300,000 บาท | 120,000 บาท | 40.0% |
| 5,000,000 บาท | 805,000 บาท | 1,000,000 บาท | 195,000 บาท | 19.5% |
สังเกตว่ายิ่งกำไรสุทธิสูงขึ้น สัดส่วนที่สิทธิ SME ช่วยประหยัดภาษีจะยิ่งลดลงเรื่อย ๆ เพราะกำไรส่วนเกิน 3,000,000 บาทถูกเก็บภาษีในอัตรา 20% เท่ากับบริษัททั่วไปอยู่แล้ว ประโยชน์ของ SME จึงกระจุกอยู่ที่กำไร 300,000 บาทแรกที่ได้รับยกเว้นเต็มจำนวนและช่วง 300,001-3,000,000 บาทที่เสียแค่ 15% ธุรกิจ SME ขนาดเล็กที่กำไรยังไม่เกิน 3 ล้านบาทจึงได้ประโยชน์จากสิทธินี้เต็มเม็ดเต็มหน่วยที่สุด ส่วนธุรกิจที่กำไรเติบโตจนใกล้หรือเกิน 3 ล้านบาท ควรวางแผนภาษีล่วงหน้าเพราะสัดส่วนภาษีที่ประหยัดได้จะค่อย ๆ ลดความสำคัญลง
รายจ่ายต้องห้ามที่มักถูกบวกกลับ
รายจ่ายบางประเภทแม้จะบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในทางบัญชีได้ แต่ทางภาษีไม่ยอมให้หัก ต้อง "บวกกลับ" เข้าไปในกำไรก่อนคำนวณภาษี ตัวอย่างที่พบบ่อยในธุรกิจ SME ได้แก่ เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และค่าปรับทางอาญาตามกฎหมายภาษีอากรทุกประเภท รายจ่ายที่มีลักษณะเป็นการลงทุนหรือทำให้ทรัพย์สินดีขึ้นกว่าเดิม (ต้องตัดเป็นค่าเสื่อมราคาแทนการหักเป็นรายจ่ายทั้งก้อน) และภาษีซื้อของกิจการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ส่วนค่ารับรองลูกค้าอย่างค่าอาหารหรือของขวัญเพื่อธุรกิจ หักได้ไม่เกิน 0.3% ของยอดรายได้หรือทุนที่ชำระแล้ว (แล้วแต่จำนวนใดมากกว่า) แต่รวมกันทั้งปีต้องไม่เกิน 10 ล้านบาท และต้องมีกรรมการหรือผู้รับมอบอำนาจอนุมัติการจ่ายพร้อมหลักฐานใบรับเงินจากผู้รับด้วย
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
เจ้าของธุรกิจ SME มักพลาดเรื่องการปะปนรายจ่ายส่วนตัวกับรายจ่ายบริษัท เช่น นำใบเสร็จค่าใช้จ่ายในบ้านมาลงเป็นค่าใช้จ่ายกิจการ ซึ่งสรรพากรมักตรวจพบและบวกกลับทำให้เสียภาษีเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับ อีกจุดที่พลาดบ่อยคือการประมาณการกำไรใน ภ.ง.ด.51 ต่ำกว่าความเป็นจริงมากเกินไป หากประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิจริงทั้งปีโดยไม่มีเหตุอันสมควร กฎหมายกำหนดให้เสียเงินเพิ่มอีก 20% ของภาษีที่ชำระขาดไป จึงไม่ควรตั้งใจประมาณการต่ำเพื่อเลื่อนการจ่ายภาษี นอกจากนี้หลายรายลืมเก็บหลักฐานใบกำกับภาษีให้ครบ ทำให้รายจ่ายจริงถูกตัดออกเพราะพิสูจน์ไม่ได้ และบางรายไม่ได้ปรึกษาผู้ทำบัญชีตั้งแต่ต้นปี ทำให้แก้ไขบัญชีไม่ทันก่อนถึงกำหนดยื่นภาษี
คำถามที่พบบ่อย
คำถาม: ธุรกิจเพิ่งเปิดปีแรก ยังไม่มีกำไร ต้องยื่นภาษีนิติบุคคลไหม
คำตอบ: ต้องยื่นทั้ง ภ.ง.ด.51 และ ภ.ง.ด.50 ทุกปีแม้จะขาดทุนหรือไม่มีรายได้เลยก็ตาม เพียงแต่ไม่มีภาษีที่ต้องชำระ การไม่ยื่นแบบเลยถือว่าผิดหน้าที่และอาจถูกปรับ แม้ยอดภาษีจะเป็นศูนย์
คำถาม: ขาดทุนสะสมจากปีก่อนเอามาหักปีที่มีกำไรได้ไหม
คำตอบ: ได้ กฎหมายอนุญาตให้นำผลขาดทุนสุทธิทางภาษียกมาหักกลบกับกำไรสุทธิของปีถัดไปได้ไม่เกิน 5 รอบบัญชีนับจากปีที่ขาดทุน ช่วยลดภาระภาษีในปีที่เริ่มมีกำไรได้มาก
คำถาม: ไม่ได้ยื่นภาษีตามกำหนดเวลา มีค่าปรับเท่าไร
คำตอบ: นอกจากเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามกฎหมายภาษีอากรที่คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของภาษีที่ค้างชำระตามระยะเวลาที่ล่าช้า ยังมีค่าปรับอาญาฐานไม่ยื่นแบบภายในกำหนดแยกต่างหากอีกด้วย ควรยื่นแบบให้ตรงเวลาแม้ยังไม่มีเงินชำระครบ เพื่อลดภาระเบี้ยปรับที่จะพอกพูนขึ้นเรื่อย ๆ
คำถาม: ทุนจดทะเบียนกับทุนที่ชำระแล้วต่างกันอย่างไร มีผลต่อสิทธิ SME ไหม
คำตอบ: ทุนจดทะเบียนคือยอดที่จดแจ้งไว้ตอนตั้งบริษัท ส่วนทุนที่ชำระแล้วคือเงินที่ผู้ถือหุ้นนำมาชำระเข้าบริษัทจริง เกณฑ์ SME ดูที่ทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทเท่านั้น หากจดทะเบียนทุน 5 ล้านบาทแต่ชำระจริงเพียงบางส่วน ต้องยึดยอดที่ชำระแล้วจริงเป็นหลักในการพิจารณาสิทธิ