ภาษี · อ่าน 4 นาที

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
คำนวณอย่างไร?

เขียนโดย ทีมบรรณาธิการคิดให้

เงินเดือนที่เห็นในสัญญาจ้าง กับเงินที่โดนหักภาษีจริง อาจไม่ใช่ตัวเลขเดียวกัน มาดูหลักคิดเบื้องต้นกัน

เงินได้สุทธิคืออะไร

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไม่ได้คิดจากเงินเดือนรวมทั้งปีตรง ๆ แต่คิดจาก "เงินได้สุทธิ" คือเงินได้ทั้งปีหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนต่าง ๆ ก่อนนำไปคำนวณตามอัตราภาษี สูตรคร่าว ๆ คือ เงินได้สุทธิ = เงินได้ทั้งปี − ค่าใช้จ่าย − ค่าลดหย่อน สำหรับพนักงานเงินเดือน กฎหมายให้หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 50% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 100,000 บาท จากนั้นจึงหักค่าลดหย่อนส่วนตัวและสิทธิลดหย่อนอื่น ๆ ที่มีต่ออีกชั้นหนึ่ง ตัวเลขที่เหลือหลังหักทั้งหมดนี้คือเงินได้สุทธิที่นำไปคำนวณภาษีจริง ไม่ใช่เงินเดือนรวมที่เห็นในสลิป

อัตราภาษีแบบขั้นบันได

ประเทศไทยใช้อัตราภาษีแบบขั้นบันได คือเงินได้สุทธิในแต่ละช่วงเสียภาษีในอัตราต่างกัน ไม่ใช่เหมารวมทั้งก้อนในอัตราสูงสุด อัตราที่ใช้กันมาต่อเนื่องหลายปีมีดังนี้: เงินได้สุทธิ 0-150,000 บาทแรก ได้รับยกเว้นภาษี ช่วง 150,001-300,000 บาท เสีย 5% ช่วง 300,001-500,000 บาท เสีย 10% ช่วง 500,001-750,000 บาท เสีย 15% ช่วง 750,001-1,000,000 บาท เสีย 20% ช่วง 1,000,001-2,000,000 บาท เสีย 25% ช่วง 2,000,001-5,000,000 บาท เสีย 30% และส่วนที่เกิน 5,000,000 บาท เสีย 35% ซึ่งเป็นอัตราสูงสุด จุดสำคัญคือแต่ละอัตราใช้เฉพาะกับเงินได้ในช่วงนั้น ๆ เท่านั้น เช่น มีเงินได้สุทธิ 600,000 บาท ไม่ได้เสียภาษี 15% ทั้งก้อน แต่คำนวณทีละขั้นแล้วรวมกัน อัตราอาจมีการปรับปรุงเป็นระยะ ควรตรวจสอบล่าสุดจากกรมสรรพากรก่อนคำนวณจริง

เทียบภาษีจริง 3 ระดับเงินเดือน

อัตราขั้นบันไดฟังดูซับซ้อน ลองดูตัวอย่างจริง 3 ระดับเงินเดือน (คิดเฉพาะหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาและค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท ยังไม่รวมประกันสังคมหรือสิทธิลดหย่อนอื่นเพื่อให้เห็นหลักการชัดที่สุด):

เงินเดือนเงินได้สุทธิ/ปีภาษีทั้งปีเฉลี่ย/เดือนอัตราภาษีเฉลี่ยจริง
25,000 บาท140,000 บาท0 บาท0 บาท0%
50,000 บาท440,000 บาท21,500 บาท1,792 บาท3.6%
100,000 บาท1,040,000 บาท125,000 บาท10,417 บาท10.4%

สิ่งที่น่าสนใจคือ "อัตราภาษีเฉลี่ยจริง" (effective tax rate) ต่ำกว่าอัตราขั้นสูงสุดที่แต่ละคนเจอมาก เช่น คนเงินเดือน 100,000 บาท แม้เงินได้ส่วนบนสุดจะโดนอัตรา 25% แต่เมื่อเฉลี่ยทั้งก้อนแล้วเสียภาษีจริงแค่ 10.4% ของเงินได้สุทธิเท่านั้น เพราะเงินได้ส่วนแรกๆ ยังคงได้รับยกเว้นหรือเสียในอัตราต่ำอยู่เสมอ ไม่ว่าเงินเดือนจะสูงแค่ไหน — นี่คือกลไกของภาษีขั้นบันไดที่หลายคนเข้าใจผิดว่าเงินได้ทั้งก้อนจะโดนอัตราสูงสุดไปเลย

ตัวช่วยลดหย่อนที่พบบ่อย

ลดหย่อนส่วนตัวสำหรับผู้เสียภาษีทุกคน 60,000 บาท เงินสมทบประกันสังคมตามที่จ่ายจริง เบี้ยประกันชีวิตและประกันสุขภาพลดหย่อนได้ตามจริงสูงสุดรวมกัน 100,000 บาท กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพลดหย่อนได้ตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนดในแต่ละปี ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยลดหย่อนได้ตามจริงสูงสุด 100,000 บาท และเงินบริจาคลดหย่อนได้ตามประเภทที่บริจาค การวางแผนใช้สิทธิลดหย่อนตั้งแต่ต้นปีช่วยลดภาระภาษีตอนสิ้นปีได้มาก วงเงินและเงื่อนไขของแต่ละสิทธิอาจเปลี่ยนแปลงในแต่ละปีภาษี ควรตรวจสอบประกาศล่าสุดก่อนวางแผนจริง

เช็กลิสต์ก่อนยื่นภาษี

ตัวอย่างการคำนวณภาษีจริง

สมมติพนักงานบริษัทมีเงินเดือน 35,000 บาทต่อเดือน รวมเงินได้ทั้งปี 420,000 บาท หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท จึงหักได้ 100,000 บาท เหลือ 320,000 บาท จากนั้นหักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท และเงินสมทบประกันสังคมที่จ่ายจริงตลอดปี 9,000 บาท เหลือเงินได้สุทธิ 251,000 บาท คำนวณภาษีตามขั้นบันได: 150,000 บาทแรกยกเว้นภาษี ส่วนที่เหลือ 101,000 บาท อยู่ในช่วงอัตรา 5% คิดเป็นภาษี 101,000×0.05 = 5,050 บาท เท่ากับพนักงานคนนี้เสียภาษีทั้งปี 5,050 บาท หรือเฉลี่ยเดือนละราว 420 บาทเท่านั้น เพราะรายได้ส่วนใหญ่ตกอยู่ในช่วงที่ได้รับยกเว้นและอัตราต่ำสุด

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเรื่องภาษี

คำถามที่พบบ่อย

มีเงินเดือนอย่างเดียว ต้องยื่นภาษีทุกปีไหม
ต้องยื่นแบบแสดงรายการทุกปีหากมีเงินได้ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด แม้คำนวณแล้วไม่มีภาษีต้องจ่ายเพิ่มก็ยังต้องยื่นแบบเพื่อแสดงรายการเงินได้

ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไปแล้ว ยังต้องยื่นภาษีอีกไหม
ต้องยื่น เพราะภาษีหัก ณ ที่จ่ายเป็นเพียงการจ่ายล่วงหน้า เมื่อยื่นแบบและคำนวณภาษีทั้งปีจริงแล้ว หากจ่ายไปเกินจะได้เงินคืน หากจ่ายไปน้อยกว่าต้องจ่ายเพิ่ม

ยื่นภาษีไม่ทันกำหนด มีผลอย่างไร
จะถูกเรียกเก็บเงินเพิ่มและเบี้ยปรับตามที่กฎหมายกำหนด ยิ่งยื่นช้าเท่าไหร่ยอดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มยิ่งสูงขึ้นตามระยะเวลาที่ล่าช้า

ลดหย่อนภาษีทำได้ถึงเมื่อไหร่ของปี
ต้องดำเนินการภายในปีภาษีนั้น เช่น ซื้อประกันชีวิตหรือกองทุน RMF/SSF ต้องทำก่อนวันที่ 31 ธันวาคมของปีนั้น จะนำมาใช้สิทธิลดหย่อนของปีถัดไปไม่ได้