รายได้จากทุกนายจ้างต้องรวมยื่นที่เดียว
กฎหมายภาษีไม่ได้แยกยื่นตามนายจ้างแต่ละราย ตามมาตรา 56 แห่งประมวลรัษฎากร ผู้มีเงินได้พึงประเมินมีหน้าที่ยื่นรายการเงินได้ที่ตนได้รับ "ในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว" รวมกันทั้งหมดภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป ไม่ว่าเงินได้นั้นจะมาจากนายจ้างกี่รายก็ตาม เงินได้จากงานประจำที่ 1 งานประจำที่ 2 หรือรายได้เสริมอื่นที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้แล้ว ทุกก้อนต้องถูกนำมารวมเป็นเงินได้ทั้งปีแล้วยื่นแบบภาษี (ภ.ง.ด. 90/91) เพียงครั้งเดียว การไม่รวมรายได้ให้ครบถือเป็นการยื่นแบบไม่ถูกต้อง และหากกรมสรรพากรตรวจพบภายหลังจากข้อมูลหัก ณ ที่จ่ายที่นายจ้างส่งเข้าระบบ อาจถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลังพร้อมเงินเพิ่มและเบี้ยปรับ
ขอหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายจากทุกที่
ก่อนยื่นภาษีประจำปี ต้องขอหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) จากนายจ้างหรือผู้ว่าจ้างทุกรายที่มีรายได้ เพื่อนำยอดเงินได้และภาษีที่ถูกหักไปแล้วมารวมคำนวณให้ครบ ควรขอเอกสารนี้ทันทีเมื่อลาออกหรือสิ้นสุดสัญญาจ้างในแต่ละที่ ไม่ควรรอจนใกล้ช่วงยื่นภาษีในเดือนมีนาคม เพราะบางบริษัทอาจติดต่อฝ่ายบุคคลเดิมได้ยากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปนาน
ทำไมมักเสียภาษีเพิ่มตอนยื่นประจำปี
มาตรา 50(1) แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดวิธีคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายของเงินเดือนไว้ชัดเจนว่า ให้นายจ้างคูณเงินได้ที่จ่ายในแต่ละงวดด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่ายทั้งปี เพื่อประมาณเป็นเงินได้ทั้งปีเสมือนหนึ่งว่าเป็นรายได้ทั้งหมดของพนักงานคนนั้น แล้วคำนวณภาษีตามเกณฑ์มาตรา 48 ก่อนหารกลับด้วยจำนวนงวดเพื่อได้ยอดหัก ณ ที่จ่ายต่องวด ปกตินายจ้างแต่ละรายจะคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายโดยอิงจากรายได้ที่จ่ายเองเท่านั้น เสมือนเป็นรายได้ทั้งหมดของปี ทำให้แต่ละที่ใช้สิทธิลดหย่อนพื้นฐานและอัตราภาษี 0% ซ้ำกัน เมื่อนำรายได้จากทุกที่มารวมกันจริงตอนยื่นแบบ ฐานเงินได้จะสูงขึ้นและตกอยู่ในอัตราภาษีที่สูงกว่าที่แต่ละนายจ้างเคยหักไว้ จึงมักต้องจ่ายภาษีเพิ่มตอนยื่นประจำปี ยิ่งรายได้จากแต่ละที่ใกล้เคียงกันมากเท่าไร ส่วนต่างภาษีที่ต้องจ่ายเพิ่มก็มักยิ่งสูงขึ้น เพราะทั้งสองที่ต่างคำนวณราวกับได้ใช้สิทธิลดหย่อนและอัตรา 0% เต็มจำนวนของตัวเอง
เช็กลิสต์สำหรับคนมีรายได้หลายทาง
- รวบรวมหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายจากทุกที่ให้ครบก่อนยื่นแบบ
- ประเมินภาษีล่วงหน้าจากรายได้รวมทุกทาง เพื่อกันเงินสำรองไว้จ่ายเพิ่มถ้าจำเป็น
- ถ้ารายได้เสริมมาจากงานฟรีแลนซ์ ให้เช็กสิทธิหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาหรือตามจริงเพิ่มเติม
- ขอหนังสือรับรอง 50 ทวิ ทันทีเมื่อสิ้นสุดงานแต่ละที่ ไม่ต้องรอถึงช่วงยื่นภาษี
ตัวอย่างการคำนวณภาษีเพิ่มเมื่อรวมรายได้ 2 ที่
สมมติมีรายได้จากงานประจำที่ 1 เดือนละ 30,000 บาท (รวมปี 360,000 บาท) และงานประจำที่ 2 เดือนละ 20,000 บาท (รวมปี 240,000 บาท) แต่ละที่คำนวณหัก ณ ที่จ่ายแยกกันโดยใช้สิทธิลดหย่อนพื้นฐาน 160,000 บาทซ้ำกันทั้งคู่ ทำให้รวมกันเสมือนหักลดหย่อนไป 320,000 บาท แต่ตามกฎหมายใช้สิทธิ์ได้เพียงชุดเดียวคือ 160,000 บาท เมื่อยื่นแบบรวมรายได้จริง 600,000 บาท หักลดหย่อน 160,000 บาท เหลือเงินได้สุทธิ 440,000 บาท คำนวณภาษีขั้นบันไดได้ประมาณ 150,000 บาทแรก 0% บวก 150,001-300,000 บาทที่ 5% (7,500 บาท) บวกส่วนที่เหลือ 140,000 บาทที่ 10% (14,000 บาท) รวมภาษีที่ต้องจ่ายจริงประมาณ 21,500 บาท ในขณะที่สองนายจ้างรวมกันอาจหัก ณ ที่จ่ายไว้เพียงหลักพันบาทเพราะต่างคิดแยกกัน ส่วนต่างที่ต้องจ่ายเพิ่มตอนยื่นแบบจึงอาจสูงถึงหลักหมื่นบาท ตัวเลขข้างต้นเป็นตัวอย่างสมมติเพื่อให้เห็นวิธีคิดเท่านั้น ยอดจริงขึ้นกับค่าลดหย่อนอื่นที่แต่ละคนมี ควรใช้เครื่องคำนวณภาษีประเมินล่วงหน้าจากรายได้รวมทุกทางจริง
เทียบส่วนต่างภาษีตามสัดส่วนรายได้ 2 ที่ (รวมเท่ากัน)
ข้อความข้างต้นบอกว่ายิ่งรายได้จากแต่ละที่ใกล้เคียงกันมาก ส่วนต่างภาษีที่ต้องจ่ายเพิ่มยิ่งสูงขึ้น ลองพิสูจน์ด้วยตัวเลขจริง โดยสมมติรายได้รวมทั้งปีจากสองที่เท่ากับ 600,000 บาทเสมอ (เหมือนตัวอย่างข้างต้น) แต่แบ่งสัดส่วนต่างกัน แล้วคำนวณภาษีที่แต่ละที่หักไว้ล่วงหน้าด้วยวิธีเดียวกัน (คิดราวกับเป็นรายได้ทั้งปีของตัวเอง หักลดหย่อน 100,000+60,000 บาท)
| สัดส่วนรายได้ 2 ที่ (รวม 600,000 บาท) | ภาษีที่แต่ละที่หักไว้ล่วงหน้า (รวม) | ภาษีที่ต้องจ่ายจริงทั้งปี | ส่วนต่างที่ต้องจ่ายเพิ่มตอนยื่นแบบ |
|---|---|---|---|
| 300,000 + 300,000 (ใกล้เคียงกัน) | 0 บาท | 21,500 บาท | 21,500 บาท |
| 360,000 + 240,000 (ตัวอย่างข้างต้น) | 2,500 บาท | 21,500 บาท | 19,000 บาท |
| 500,000 + 100,000 (ห่างกันมาก) | 11,500 บาท | 21,500 บาท | 10,000 บาท |
ภาษีที่ต้องจ่ายจริงทั้งปีเท่ากันทุกแถวเพราะรายได้รวมเท่ากัน แต่ยอดที่ต้องควักเพิ่มตอนยื่นแบบต่างกันเกินสองเท่า เพราะเมื่อรายได้สองที่ใกล้เคียงกัน (300,000 บาทเท่ากัน) แต่ละที่จะคำนวณแยกกันแล้วยังอยู่ในช่วงอัตรา 0% ทั้งคู่ ทำให้แทบไม่ถูกหักภาษีไว้ล่วงหน้าเลย ตรงข้ามกับกรณีรายได้ห่างกันมาก ที่งานหลักซึ่งมีรายได้สูงเพียงที่เดียวจะถูกหักภาษีไว้ล่วงหน้าตามอัตราก้าวหน้าที่ใกล้เคียงความเป็นจริงมากกว่า คนที่มีรายได้สองทางใกล้เคียงกันจึงควรกันเงินสำรองไว้มากเป็นพิเศษ เพราะมักโดนเรียกเก็บภาษีเพิ่มก้อนใหญ่ที่สุดตอนยื่นแบบ
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อมีรายได้หลายทาง
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือคิดว่าเมื่อแต่ละที่หักภาษี ณ ที่จ่ายไปแล้ว ก็ไม่ต้องทำอะไรเพิ่มตอนยื่นภาษีประจำปี ทั้งที่ยังต้องรวมยื่นและมักมีส่วนต่างที่ต้องจ่ายเพิ่ม อีกความเข้าใจผิดคือลืมขอหนังสือรับรอง 50 ทวิ จากงานที่ลาออกไปแล้วระหว่างปี ทำให้ยื่นแบบไม่ครบและอาจถูกตรวจสอบภายหลัง หลายคนไม่ได้กันเงินสำรองไว้ล่วงหน้าสำหรับภาษีที่ต้องจ่ายเพิ่ม ทำให้ถึงเวลายื่นแบบจริงต้องหมุนเงินกะทันหัน และบางคนไม่แจ้งรายได้เสริมที่รับเป็นเงินสดหรือไม่ได้ถูกหัก ณ ที่จ่าย ซึ่งยังถือเป็นเงินได้ที่ต้องนำมารวมคำนวณภาษีตามกฎหมายเช่นกัน แม้จะไม่มีหลักฐานการหักภาษีมาแสดงก็ตาม
คำถามที่พบบ่อย
คำถาม: ทำงานประจำและรับงานฟรีแลนซ์ด้วย ต้องยื่นภาษีต่างแบบกันไหม
คำตอบ: รายได้จากเงินเดือนและรายได้อิสระมักต้องกรอกในแบบเดียวกันคือ ภ.ง.ด. 90 (สำหรับผู้มีเงินได้หลายประเภท) แทนที่จะใช้ ภ.ง.ด. 91 ที่ใช้สำหรับผู้มีเงินได้จากเงินเดือนอย่างเดียว ควรตรวจสอบประเภทแบบที่ต้องใช้ให้ถูกต้องตามประเภทเงินได้ที่มีทั้งหมด
คำถาม: มีรายได้หลายทางแต่รวมกันยังไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษี ยังต้องยื่นไหม
คำตอบ: ต้องยื่นแบบภาษีตราบใดที่มีเงินได้ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดให้ต้องยื่น แม้คำนวณแล้วไม่มีภาษีที่ต้องจ่ายเพิ่มก็ตาม ควรตรวจสอบเกณฑ์เงินได้ขั้นต่ำที่ต้องยื่นแบบจากกรมสรรพากร ซึ่งต่างจากเกณฑ์เริ่มเสียภาษีจริง
คำถาม: ไม่รู้ว่าต้องกันเงินสำรองไว้เท่าไร มีวิธีประเมินคร่าวๆ ไหม
คำตอบ: วิธีง่ายที่สุดคือรวมรายได้ทุกทางที่คาดว่าจะได้รับทั้งปี กรอกเข้าเครื่องคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แล้วนำภาษีที่คำนวณได้ไปหักลบกับยอดที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไปแล้วจากทุกที่ ผลต่างที่เหลือคือยอดที่ควรกันเงินสำรองไว้จ่ายเพิ่มโดยประมาณ
คำถาม: ยื่นภาษีผิดเพราะลืมรวมรายได้จากงานที่ 2 จะเกิดอะไรขึ้น
คำตอบ: หากตรวจพบภายหลัง กรมสรรพากรอาจเรียกเก็บภาษีส่วนที่ขาดพร้อมเงินเพิ่มและเบี้ยปรับตามกฎหมาย หากพบข้อผิดพลาดด้วยตัวเองก่อนถูกตรวจสอบ สามารถยื่นแบบเพิ่มเติมเพื่อแก้ไขได้ ซึ่งมักเสียเงินเพิ่มน้อยกว่าการถูกตรวจพบและเรียกเก็บย้อนหลังโดยกรมสรรพากรเอง
แหล่งอ้างอิง
- มาตรา 56 แห่งประมวลรัษฎากร (หน้าที่ยื่นรายการเงินได้พึงประเมิน)
- มาตรา 50(1) แห่งประมวลรัษฎากร (วิธีคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายของเงินเดือน)
- กรมสรรพากร — บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร มาตรา 38-64