เงินเดือนเท่าไหร่ ถึงเริ่มเสียภาษี
สำหรับพนักงานเงินเดือนที่ใช้สิทธิลดหย่อนพื้นฐานอย่างเดียว (หักค่าใช้จ่าย 50% ของเงินได้ สูงสุด 100,000 บาท และหักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท) รายได้รวมทั้งปีที่ยังไม่ต้องเสียภาษีเลยคือไม่เกิน 310,000 บาทต่อปี หรือเฉลี่ยเดือนละประมาณ 25,800 บาท เพราะเงินได้สุทธิหลังหักลดหย่อนจะยังอยู่ในช่วงอัตราภาษี 0% (0-150,000 บาท) พอดี
ตัวเลขนี้เป็นค่าประมาณจากเงินเดือนเท่ากันทุกเดือนและยังไม่รวมค่าลดหย่อนอื่น เช่น ประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือประกันชีวิต ถ้ามีค่าลดหย่อนเพิ่มเติม เกณฑ์เงินเดือนที่เริ่มเสียภาษีจะขยับสูงขึ้นไปอีก
สูตรประเมินภาษีคร่าวๆ จากรายได้ต่อเดือน
วิธีประเมินภาษีแบบเร็วๆ ทำได้ 3 ขั้นตอน
- เอาเงินเดือนคูณ 12 แล้วบวกโบนัสหรือรายได้พิเศษที่จะได้รับทั้งปี เพื่อประมาณรายได้รวมต่อปี
- หักค่าลดหย่อนทั้งหมดที่มีสิทธิ์ เช่น ค่าลดหย่อนพื้นฐาน 60,000 บาท ค่าใช้จ่าย 50% สูงสุด 100,000 บาท และค่าลดหย่อนอื่นตามที่มี
- นำเงินได้สุทธิที่เหลือไปคำนวณตามอัตราภาษีขั้นบันได
ไม่ต้องนั่งคำนวณเองทั้งหมดก็ได้ เพราะเครื่องมือคำนวณภาษีของคิดให้มีช่อง รายได้ต่อเดือน ให้กรอกแทน แล้วระบบจะคูณ 12 เป็นรายได้ต่อปีให้อัตโนมัติ
ตัวอย่างการคำนวณ
สมมติเงินเดือน 35,000 บาท ไม่มีโบนัส รายได้รวมต่อปีจะอยู่ที่ 420,000 บาท เมื่อหักค่าลดหย่อนพื้นฐาน 160,000 บาท (ค่าใช้จ่าย 100,000 + ส่วนตัว 60,000) จะเหลือเงินได้สุทธิ 260,000 บาท คิดภาษีได้ดังนี้
- 150,000 บาทแรก อัตรา 0% = 0 บาท
- ส่วนที่เหลือ 110,000 บาท อัตรา 5% = 5,500 บาท
รวมภาษีที่ต้องจ่ายทั้งปีประมาณ 5,500 บาท หรือเฉลี่ยเดือนละไม่ถึง 500 บาท
เทียบภาษีเงินเดือน 3 ระดับ ใกล้เกณฑ์เริ่มเสียภาษี
ใช้วิธีคำนวณเดียวกับตัวอย่างข้างต้น (หักค่าใช้จ่าย 100,000 บาท และค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท) ลองไล่ดู 3 ระดับเงินเดือนตั้งแต่จุดที่เพิ่งเริ่มเสียภาษี เพื่อเห็นภาพว่าเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นทีละไม่กี่พันบาทใกล้เกณฑ์นี้ ทำให้ภาษีที่ต้องจ่ายเปลี่ยนไปแค่ไหน
| เงินเดือน | รายได้รวมทั้งปี | เงินได้สุทธิ | ภาษีทั้งปี | เฉลี่ยภาษี/เดือน |
|---|---|---|---|---|
| 25,833 บาท (เกณฑ์เริ่มเสียภาษี) | 310,000 บาท | 150,000 บาท | 0 บาท | 0 บาท |
| 30,000 บาท | 360,000 บาท | 200,000 บาท | 2,500 บาท | 208 บาท |
| 35,000 บาท | 420,000 บาท | 260,000 บาท | 5,500 บาท | 458 บาท |
สิ่งที่เห็นได้ชัดคือแค่เงินเดือนขยับจาก 25,833 บาทไปเป็น 30,000 บาท (เพิ่มขึ้นราว 4,200 บาทต่อเดือน) ภาษีทั้งปีก็กระโดดจาก 0 บาทไปเป็น 2,500 บาททันที เพราะรายได้สุทธิเริ่มข้ามเข้าไปในช่วงอัตรา 5% แล้ว หลังจากนั้นภาษีจะไต่ขึ้นตามสัดส่วนที่ค่อนข้างสม่ำเสมอ เพราะยังอยู่ในขั้นบันไดอัตราเดียวกัน คนที่เงินเดือนอยู่แถวเกณฑ์นี้จึงควรรู้ว่าแม้เงินเดือนขึ้นไม่มาก ก็อาจเริ่มมีภาษีที่ต้องจ่ายทันทีจากเดิมที่ไม่เคยต้องจ่ายเลย
เช็กลิสต์ก่อนประเมินภาษีจากเงินเดือน
- อย่าลืมรวมโบนัสหรือค่าคอมมิชชันเข้าไปในรายได้ทั้งปีด้วย ไม่ใช่แค่เงินเดือนคูณ 12
- ถ้ามีประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือประกันชีวิต ให้ใส่ค่าลดหย่อนรวมให้ครบเพื่อผลลัพธ์ที่แม่นยำขึ้น
- ตัวเลขที่ได้เป็นการประเมินคร่าวๆ เท่านั้น ยอดจริงต้องคำนวณตอนยื่นแบบภาษีประจำปี
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อประเมินภาษีจากเงินเดือน
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือเอาเงินเดือนคูณ 12 แล้วลืมบวกโบนัสหรือค่าคอมมิชชันเข้าไปด้วย ทำให้ประเมินรายได้รวมต่อปีต่ำกว่าความเป็นจริง โดยเฉพาะคนที่ได้โบนัสก้อนใหญ่ปลายปีซึ่งอาจดันเงินได้สุทธิข้ามขั้นบันไดภาษีไปอีกขั้น อีกความเข้าใจผิดคือคิดว่าเงินเดือนต่ำกว่า 25,800 บาทแล้วไม่ต้องเสียภาษีเลยในทุกกรณี ทั้งที่ตัวเลขนี้เป็นค่าประมาณเฉพาะคนที่ใช้สิทธิลดหย่อนพื้นฐานอย่างเดียว หากมีรายได้อื่นเพิ่มเติม เช่น เงินปันผลหรือรายได้ฟรีแลนซ์ เกณฑ์ที่แท้จริงอาจต่างไปจากนี้ หลายคนไม่รู้ว่าอัตราภาษีขั้นบันไดคิดแบบขั้นบันไดจริง คือแต่ละช่วงเงินได้เสียในอัตราของตัวเอง ไม่ใช่พอรายได้ข้ามขั้นแล้วเสียอัตราสูงสุดทั้งก้อน และบางคนลืมว่านายจ้างหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ล่วงหน้าทุกเดือนแล้ว ทำให้เข้าใจผิดว่าต้องเตรียมเงินก้อนใหญ่จ่ายตอนยื่นภาษีประจำปีทั้งที่จ่ายไปเกือบหมดแล้วผ่านการหัก ณ ที่จ่าย
คำถามที่พบบ่อย
คำถาม: เงินเดือนไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษี ยังต้องยื่นแบบภาษีไหม
คำตอบ: ต้องยื่น เพราะเกณฑ์ "ต้องยื่นแบบ" กับเกณฑ์ "เริ่มเสียภาษีจริง" เป็นคนละตัวเลขกัน ตามมาตรา 56 แห่งประมวลรัษฎากร ผู้มีเงินได้จากการจ้างแรงงาน (มาตรา 40(1)) เพียงประเภทเดียว มีหน้าที่ต้องยื่นแบบทันทีที่มีเงินได้เกิน 120,000 บาทต่อปีสำหรับคนโสด หรือเกิน 220,000 บาทต่อปีสำหรับคู่สมรสที่ยื่นรวมกัน ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ 310,000 บาทที่เพิ่งเริ่มมีภาษีต้องจ่ายจริงในบทความนี้มาก คนที่เงินเดือนอยู่ระหว่างสองเกณฑ์นี้จึงต้องยื่นแบบทุกปีแม้คำนวณแล้วไม่มีภาษีที่ต้องจ่ายเลยก็ตาม การไม่ยื่นแบบอาจมีความผิดตามกฎหมายแม้ไม่มีภาษีค้างจ่าย ควรยื่นแบบให้ครบทุกปีเพื่อความปลอดภัย
คำถาม: นายจ้างหักภาษี ณ ที่จ่ายไปแล้ว ยังต้องยื่นภาษีเองอีกไหม
คำตอบ: ต้องยื่นอยู่ดี เพราะภาษีหัก ณ ที่จ่ายเป็นเพียงการทยอยจ่ายล่วงหน้า เมื่อยื่นแบบประจำปีจะมีการคำนวณภาษีที่ต้องจ่ายจริงทั้งปี หากหักไว้มากกว่าที่ต้องจ่ายจริงจะได้เงินคืน หากหักไว้น้อยกว่าต้องจ่ายเพิ่ม
คำถาม: มีรายได้เสริมนอกเหนือจากเงินเดือนประจำ ต้องคำนวณรวมยังไง
คำตอบ: ต้องนำรายได้เสริมทุกประเภทมารวมกับเงินเดือนก่อนคำนวณภาษี แต่รายได้แต่ละประเภทอาจหักค่าใช้จ่ายได้ในอัตราต่างกันตามที่กฎหมายกำหนด เช่น เงินเดือนหักได้ 50% ไม่เกิน 100,000 บาท ส่วนรายได้ประเภทอื่นอาจมีอัตราหักค่าใช้จ่ายที่ต่างออกไป ควรแยกคำนวณแต่ละประเภทให้ถูกต้องก่อนรวมยอด
คำถาม: เปลี่ยนงานกลางปี เงินเดือนที่บริษัทเก่าต้องเอามารวมด้วยไหม
คำตอบ: ต้องรวม เพราะภาษีคำนวณจากรายได้รวมทั้งปีของบุคคลนั้น ไม่ใช่แยกตามนายจ้างแต่ละราย ควรขอหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ทวิ 50) จากทั้งบริษัทเก่าและบริษัทใหม่มารวมกันตอนยื่นแบบภาษีประจำปี
แหล่งอ้างอิง
- มาตรา 56 แห่งประมวลรัษฎากร (เกณฑ์เงินได้ขั้นต่ำที่ต้องยื่นแบบภาษี)
- กรมสรรพากร — บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร มาตรา 38-64
- JobsDB — เช็กให้ชัด เงินเดือนเท่าไรเสียภาษี