เช่าซื้อสินค้า ต่างจากผ่อน 0% บัตรเครดิตอย่างไร
เช่าซื้อสินค้า (hire purchase) คือการที่ร้านค้าให้ผู้ซื้อผ่อนชำระราคาสินค้าเป็นงวด โดยกรรมสิทธิ์ในสินค้ายังเป็นของผู้ขายจนกว่าจะผ่อนครบ ต่างจากผ่อน 0% ผ่านบัตรเครดิตที่ผู้ซื้อเป็นเจ้าของสินค้าทันทีตั้งแต่รูดบัตร และเป็นเพียงการแบ่งชำระหนี้กับธนาคารผู้ออกบัตร วิธีนี้มักใช้กับผู้ที่ไม่มีบัตรเครดิตหรือวงเงินไม่พอ ร้านค้าจึงคิดค่าเช่าซื้อ (คล้ายดอกเบี้ย) เพิ่มจากราคาเงินสด และมักมีการเช็กเครดิตบูโรหรือขอผู้ค้ำประกันเช่นเดียวกับสินเชื่อทั่วไป
ทำไมดอกเบี้ยจริงมักสูงกว่าตัวเลขที่โฆษณา
ร้านค้าหลายแห่งโฆษณาค่างวดรายเดือนที่ดูจ่ายไหว แต่เมื่อรวมค่าเช่าซื้อทั้งสัญญาแล้วเทียบกับราคาเงินสด อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (effective interest rate) ต่อปีอาจสูงกว่าที่คิดมาก เพราะดอกเบี้ยเช่าซื้อมักคำนวณแบบเงินต้นคงที่ตลอดสัญญา (flat rate) ไม่ใช่ลดต้นลดดอกแบบสินเชื่อธนาคาร ทำให้ตัวเลขเปอร์เซ็นต์ที่โฆษณาดูต่ำกว่าดอกเบี้ยจริงที่จ่ายเมื่อเทียบเป็นอัตราต่อปีแบบลดต้นลดดอก วิธีเช็กที่แม่นยำที่สุดคือนำราคาเช่าซื้อรวมทั้งหมดหักด้วยราคาเงินสด แล้วดูว่าส่วนต่างนั้นคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของราคาเงินสดต่อปี
กฎหมายควบคุมสัญญาเช่าซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าคุ้มครองอะไรบ้าง
ธุรกิจให้เช่าซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็น "ธุรกิจที่ควบคุมสัญญา" ตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ซึ่งกำหนดให้สัญญาต้องระบุราคาเงินสด ราคาเช่าซื้อรวม จำนวนเงินดาวน์ และแยกยอดผ่อนแต่ละงวดเป็นเงินต้น ดอกเบี้ย และภาษีมูลค่าเพิ่มให้ชัดเจน ไม่ใช่บอกแค่ยอดผ่อนต่อเดือนเพียงตัวเดียว หากผู้เช่าซื้อต้องการปิดบัญชีก่อนกำหนด ผู้ให้เช่าซื้อต้องลดดอกเบี้ยส่วนที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระให้ตามส่วน ไม่ใช่เก็บดอกเบี้ยเต็มจำนวนทั้งสัญญา ควรขอดูรายละเอียดเหล่านี้ในสัญญาก่อนเซ็นทุกครั้ง
ก่อนเซ็นสัญญาเช่าซื้อสินค้า ควรเช็กอะไร
- เปรียบเทียบราคาเงินสดกับราคาเช่าซื้อรวมทั้งสัญญา เพื่อดูว่าดอกเบี้ยรวมคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของราคาเงินสด
- เช็กว่าสัญญาแยกเงินต้น ดอกเบี้ย และยอดคงเหลือแต่ละงวดชัดเจนหรือไม่
- ถามเงื่อนไขการปิดบัญชีก่อนกำหนดว่าได้ส่วนลดดอกเบี้ยเท่าไร
- เทียบกับทางเลือกอื่น เช่น ผ่อน 0% บัตรเครดิตหรือเก็บเงินซื้อสดถ้าเป็นไปได้ ซึ่งมักมีต้นทุนต่ำกว่า
ผิดนัดชำระ สินค้าที่เช่าซื้อจะถูกยึดไหม
เนื่องจากกรรมสิทธิ์ในสินค้ายังเป็นของผู้ขายจนกว่าจะผ่อนครบ หากผิดนัดชำระต่อเนื่องตามเงื่อนไขในสัญญา ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและติดตามเอาสินค้าคืนได้ โดยทั่วไปเงินที่ผ่อนไปแล้วจะไม่ได้คืน เพราะถือเป็นค่าเช่าใช้สินค้าระหว่างทาง จึงควรมั่นใจว่าผ่อนไหวตลอดสัญญาก่อนตัดสินใจเช่าซื้อ และหากเริ่มผ่อนไม่ไหวควรรีบติดต่อร้านค้าเพื่อเจรจาก่อนถูกยึดสินค้าคืน
ตัวอย่างการคำนวณดอกเบี้ยเช่าซื้อจริง
สมมติซื้อตู้เย็นราคาเงินสด 15,000 บาท ผ่อนเช่าซื้อ 24 งวด งวดละ 750 บาท รวมราคาเช่าซื้อทั้งสัญญาเป็น 18,000 บาท (750 x 24) เท่ากับจ่ายดอกเบี้ยรวม 3,000 บาทตลอด 2 ปี หากคิดแบบเงินต้นคงที่ (flat rate) ธรรมดาจะดูเหมือนดอกเบี้ยประมาณ 10% ต่อปี (3,000 ÷ 15,000 ÷ 2 ปี) แต่เมื่อคำนวณเป็นอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงแบบลดต้นลดดอก (effective rate) ซึ่งคิดจากยอดเงินต้นคงเหลือจริงที่ลดลงเรื่อยๆ ในแต่ละงวด อัตราที่แท้จริงต่อปีจะสูงกว่าตัวเลข flat rate เกือบสองเท่า เพราะเงินต้นทยอยลดลงแต่ดอกเบี้ยยังถูกคิดเสมือนเงินต้นคงที่ตลอดสัญญา ตัวเลขในตัวอย่างเป็นการประมาณเพื่อให้เห็นหลักการคำนวณเท่านั้น อัตราจริงต้องดูจากสัญญาที่ระบุไว้ชัดเจน
อัตราส่วนเดียวกัน แต่ราคาสินค้าต่างกัน จ่ายเพิ่มเท่าไร
จากตัวอย่างตู้เย็นราคาเงินสด 15,000 บาท ที่เช่าซื้อรวมเป็น 18,000 บาท คือจ่ายเพิ่มขึ้น 20% ตลอด 24 งวด ลองใช้อัตราส่วนการบวกเพิ่มเดียวกันนี้ไปคำนวณกับสินค้าราคาอื่นดูว่าต้องจ่ายเพิ่มเท่าไรจริง ๆ:
| ราคาเงินสด | ราคาเช่าซื้อรวม (24 งวด) | จ่ายเพิ่มจากราคาเงินสด | ค่างวดต่อเดือน |
|---|---|---|---|
| 10,000 บาท | 12,000 บาท | 2,000 บาท | 500 บาท |
| 15,000 บาท | 18,000 บาท | 3,000 บาท | 750 บาท |
| 20,000 บาท | 24,000 บาท | 4,000 บาท | 1,000 บาท |
| 30,000 บาท | 36,000 บาท | 6,000 บาท | 1,500 บาท |
ที่อัตราส่วนบวกเพิ่ม 20% ตลอดสัญญาเท่ากัน ยิ่งสินค้าราคาแพงขึ้น เงินก้อนที่จ่ายเพิ่มก็ยิ่งมากขึ้นตามสัดส่วน ตัวเลขนี้เป็นเพียงตัวอย่างจากอัตราส่วนเดียวที่ยกไว้ในบทความ ร้านค้าแต่ละแห่งและสินค้าแต่ละประเภทอาจคิดอัตราค่าเช่าซื้อไม่เท่ากัน จึงควรคำนวณราคาเช่าซื้อรวมจริงเทียบกับราคาเงินสดของสินค้าที่สนใจทุกครั้งก่อนตัดสินใจ ไม่ควรใช้อัตราส่วนจากสินค้าชิ้นอื่นมาประมาณเอาเอง
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อเช่าซื้อสินค้า
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือดูแค่ค่างวดรายเดือนว่าจ่ายไหว โดยไม่เคยคำนวณราคาเช่าซื้อรวมทั้งสัญญาเทียบกับราคาเงินสด ทำให้ไม่รู้ตัวว่าจ่ายแพงกว่าราคาจริงเท่าไร อีกความเข้าใจผิดคือคิดว่าเมื่อผ่อนเกินครึ่งสัญญาแล้วสินค้าเป็นของตัวเองแล้ว ทั้งที่ตามกฎหมายกรรมสิทธิ์ยังเป็นของผู้ขายจนกว่าจะผ่อนครบงวดสุดท้าย หากผิดนัดก่อนหน้านั้นสินค้าจึงยังถูกยึดคืนได้ นอกจากนี้หลายคนไม่อ่านเงื่อนไขการปิดบัญชีก่อนกำหนดไว้ล่วงหน้า พอต้องการโปะปิดจริงจึงพบว่าไม่ได้ส่วนลดดอกเบี้ยตามที่คาดหวัง หรือบางรายเซ็นสัญญาที่ไม่แยกเงินต้นและดอกเบี้ยแต่ละงวดให้ชัดเจน ทำให้ตรวจสอบย้อนหลังได้ยากหากเกิดข้อพิพาท
คำถามที่พบบ่อย
คำถาม: เช่าซื้อสินค้าต้องใช้ผู้ค้ำประกันเสมอไปไหม
คำตอบ: ไม่เสมอไป ขึ้นกับนโยบายของแต่ละร้านหรือบริษัทไฟแนนซ์ บางรายให้วางเงินดาวน์สูงขึ้นแทนการใช้ผู้ค้ำประกัน หรือพิจารณาจากประวัติเครดิตบูโรของผู้ซื้อเป็นหลัก
คำถาม: ผ่อนเช่าซื้อค้างชำระ กระทบเครดิตบูโรไหม
คำตอบ: กระทบ เพราะผู้ให้เช่าซื้อส่วนใหญ่รายงานข้อมูลการชำระเข้าเครดิตบูโรเช่นเดียวกับสินเชื่อประเภทอื่น การค้างชำระต่อเนื่องจะทำให้ประวัติเสียและกระทบการขอสินเชื่อในอนาคต
คำถาม: ผ่อนเช่าซื้อครบแล้ว ต้องทำอะไรเพิ่มเพื่อให้เป็นเจ้าของสินค้าเต็มตัว
คำตอบ: โดยทั่วไปกรรมสิทธิ์จะโอนมาเป็นของผู้ซื้อโดยอัตโนมัติเมื่อชำระงวดสุดท้ายครบถ้วน แต่ควรขอเอกสารยืนยันการปิดบัญชีหรือใบเสร็จงวดสุดท้ายเก็บไว้เป็นหลักฐานด้วย
คำถาม: เช่าซื้อกับผ่อน 0% บัตรเครดิต แบบไหนถูกกว่ากัน
คำตอบ: โดยทั่วไปผ่อน 0% บัตรเครดิตมักถูกกว่า เพราะไม่มีดอกเบี้ยแฝงหากจ่ายตรงเวลา ขณะที่เช่าซื้อมักมีค่าเช่าซื้อบวกเพิ่มจากราคาเงินสดเสมอ แต่เช่าซื้อเหมาะกับคนที่ไม่มีบัตรเครดิตหรือวงเงินไม่พอ ควรเปรียบเทียบราคารวมทั้งสัญญาของทั้งสองทางเลือกก่อนตัดสินใจ