การกู้ซื้อบ้าน · อ่าน 7 นาที

กู้ร่วมซื้อบ้าน
ข้อดี ข้อเสีย มีอะไรบ้าง?

เขียนโดย ทีมบรรณาธิการคิดให้

การกู้ร่วมช่วยให้ผ่านเกณฑ์อนุมัติง่ายขึ้น แต่ก็มาพร้อมข้อผูกพันที่ต้องคุยกันให้ชัดตั้งแต่ต้น

กู้ร่วมช่วยอะไรได้บ้าง

เมื่อรวมรายได้ผู้กู้ร่วมเข้าไปด้วย จะช่วยเพิ่มความสามารถในการผ่อนชำระตามเกณฑ์ของธนาคาร ทำให้มีโอกาสได้วงเงินกู้สูงขึ้นหรือผ่านการอนุมัติง่ายขึ้นกว่าการกู้คนเดียว ธนาคารส่วนใหญ่รับกู้ร่วมได้สูงสุด 2-3 คน โดยไม่จำเป็นต้องเป็นคู่สมรสหรือญาติกันเสมอไป บางธนาคารอนุญาตให้เพื่อนหรือคนที่ไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกู้ร่วมกันได้เช่นกัน แต่เงื่อนไขเรื่องกรรมสิทธิ์และผู้กู้ร่วมแต่ละประเภทอาจต่างกันไปตามนโยบายของแต่ละธนาคาร

ทุกคนที่กู้ร่วมมีภาระหนี้เท่ากัน

ผู้กู้ร่วมทุกคนมีสถานะเป็น "ลูกหนี้ร่วม" ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 291 ซึ่งบัญญัติว่าเมื่อบุคคลหลายคนต้องทำการชำระหนี้โดยทำนองที่แต่ละคนจำต้องชำระหนี้สิ้นเชิง เจ้าหนี้มีสิทธิ์เรียกชำระหนี้จากลูกหนี้แต่คนใดคนหนึ่งสิ้นเชิงหรือแต่โดยส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือก พูดง่ายๆ คือธนาคารมีสิทธิ์ตามกฎหมายที่จะไล่เบี้ยเรียกเก็บค่างวดเต็มจำนวนจากผู้กู้ร่วมคนใดคนหนึ่งก็ได้ ไม่ต้องรอเฉลี่ยตามสัดส่วนที่ผู้กู้ร่วมตกลงกันเองภายใน หากคนใดคนหนึ่งผ่อนไม่ไหว อีกฝ่ายต้องรับภาระต่อทั้งหมด และประวัติการผ่อนชำระจะส่งผลต่อเครดิตบูโรของผู้กู้ร่วมทุกคนด้วย นอกจากนี้หนี้กู้ร่วมยังถูกนำไปคำนวณ DSR ของผู้กู้ร่วมทุกคนเต็มจำนวนเช่นกัน แม้จะไม่ใช่ผู้ที่ผ่อนจริงในทางปฏิบัติ ทำให้ผู้กู้ร่วมอาจถูกจำกัดวงเงินกู้สำหรับสินเชื่ออื่นของตัวเองในอนาคต ตราบใดที่ยังมีชื่อเป็นผู้กู้ร่วมอยู่ในสัญญานี้

ควรตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์ให้ชัดตั้งแต่ต้น

ควรคุยกันให้ชัดเจนว่าใครจะมีชื่อในโฉนดกี่เปอร์เซ็นต์ และวางแผนล่วงหน้าว่าจะทำอย่างไรหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องการถอนตัวออกจากการกู้ร่วมในอนาคต เพื่อลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นภายหลัง กรรมสิทธิ์ในโฉนดกับสัดส่วนการรับผิดชอบหนี้เป็นคนละเรื่องกัน แม้กฎหมายจะให้ผู้กู้ร่วมรับผิดชอบหนี้เต็มจำนวนเท่ากันทุกคนตามหลักลูกหนี้ร่วม แต่การถือครองกรรมสิทธิ์ในโฉนดอยู่ภายใต้บทบัญญัติเรื่อง "กรรมสิทธิ์รวม" ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1357 ซึ่งสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเจ้าของรวมแต่ละคนมีส่วนเท่ากัน เว้นแต่จะพิสูจน์หรือระบุสัดส่วนไว้เป็นอย่างอื่นอย่างชัดเจน เช่น ในหนังสือสัญญาซื้อขายหรือข้อตกลงแยกต่างหาก การถือครองกรรมสิทธิ์ในโฉนดจึงสามารถระบุสัดส่วนต่างกันได้ตามที่ตกลง จึงควรเขียนข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรแยกต่างหากจากสัญญากู้ เผื่อกรณีมีข้อพิพาทในอนาคต

เช็กลิสต์ก่อนกู้ร่วมซื้อบ้าน

ตัวอย่างการคำนวณวงเงินกู้ที่เพิ่มขึ้นจากการกู้ร่วม

สมมติผู้กู้คนเดียวมีรายได้ 30,000 บาทต่อเดือน และมีภาระหนี้เดิมทำให้ธนาคารประเมิน DSR สูงสุดที่รับได้คือค่างวดไม่เกิน 12,000 บาทต่อเดือน คำนวณวงเงินกู้ได้ประมาณ 2,000,000 บาท (ที่ดอกเบี้ยและระยะเวลาผ่อนมาตรฐาน) หากกู้ร่วมกับคู่สมรสที่มีรายได้ 25,000 บาทต่อเดือนและไม่มีภาระหนี้อื่น รายได้รวมกลายเป็น 55,000 บาทต่อเดือน ทำให้ค่างวดที่รับได้เพิ่มเป็นประมาณ 22,000 บาทต่อเดือน คำนวณวงเงินกู้ได้เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 3,600,000 บาท หรือเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากการกู้คนเดียว ตัวเลขข้างต้นเป็นตัวอย่างสมมติเพื่อให้เห็นหลักการคำนวณเท่านั้น วงเงินจริงขึ้นกับเกณฑ์ DSR ดอกเบี้ย และนโยบายของแต่ละธนาคาร ควรสอบถามธนาคารโดยตรงเพื่อประเมินวงเงินที่แท้จริง

เทียบตัวเลขกู้คนเดียว vs กู้ร่วม

นำตัวเลขจากตัวอย่างข้างต้นมาเรียงเทียบกันเป็นตาราง พร้อมคำนวณเปอร์เซ็นต์ที่เพิ่มขึ้นของแต่ละรายการ จะเห็นภาพชัดกว่าอ่านเป็นย่อหน้า

รายการกู้คนเดียวกู้ร่วมกับคู่สมรสเพิ่มขึ้น
รายได้รวมต่อเดือน30,000 บาท55,000 บาท+83%
ค่างวดสูงสุดที่รับได้ตาม DSR12,000 บาท22,000 บาท+83%
วงเงินกู้โดยประมาณ2,000,000 บาท3,600,000 บาท+80%

สังเกตว่ารายได้กับค่างวดสูงสุดเพิ่มขึ้นในสัดส่วนเท่ากันพอดีคือประมาณ 83% เพราะทั้งสองกรณีธนาคารให้ผ่อนได้ในสัดส่วนราว 40% ของรายได้เท่ากัน ส่วนวงเงินกู้เพิ่มขึ้นใกล้เคียงกันที่ประมาณ 80% ซึ่งใกล้เคียงกับอัตราการเพิ่มของค่างวด เพราะวงเงินกู้ขึ้นกับความสามารถผ่อนต่อเดือนเป็นหลัก ตัวเลขที่ต่างกันเล็กน้อยระหว่าง 83% กับ 80% มาจากการปัดเศษตัวเลขในตัวอย่างเดิม ไม่ใช่ความคลาดเคลื่อนของหลักการคำนวณ กล่าวโดยสรุปคือวงเงินกู้ที่เพิ่มขึ้นจากการกู้ร่วมจะแปรผันตรงกับรายได้รวมที่เพิ่มขึ้นเป็นหลัก ไม่ได้เพิ่มแบบก้าวกระโดดเกินสัดส่วนรายได้

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อกู้ร่วมซื้อบ้าน

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือเข้าใจว่าภาระหนี้จะถูกแบ่งครึ่งตามสัดส่วนที่ตกลงกันเอง ทั้งที่กฎหมายให้ผู้กู้ร่วมทุกคนรับผิดชอบหนี้เต็มจำนวนเท่ากัน อีกความเข้าใจผิดคือไม่ได้ตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์ในโฉนดให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น ทำให้เกิดข้อพิพาทภายหลังหากความสัมพันธ์เปลี่ยนแปลง เช่น หย่าร้างหรือเลิกรากันในกรณีคู่รักที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส หลายคนไม่รู้ว่าการเป็นผู้กู้ร่วมจะถูกนำไปคำนวณ DSR เต็มจำนวนแม้ไม่ได้เป็นคนผ่อนจริง ทำให้ยื่นขอสินเชื่ออื่นในอนาคตได้ยากขึ้นโดยไม่คาดคิด และบางคนไม่วางแผนทางออกไว้ล่วงหน้าหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องการถอนชื่อออกจากการกู้ร่วม ทำให้ติดขัดเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงจริง

คำถามที่พบบ่อย

คำถาม: กู้ร่วมกับเพื่อนที่ไม่ใช่ญาติได้ไหม
คำตอบ: ได้ในบางธนาคาร แต่มีเงื่อนไขและนโยบายที่เข้มงวดกว่าการกู้ร่วมกับคู่สมรสหรือญาติสายตรง ควรสอบถามธนาคารแต่ละแห่งโดยตรงว่ารับกู้ร่วมกับบุคคลที่ไม่มีความสัมพันธ์ทางครอบครัวหรือไม่

คำถาม: อยากถอนชื่อออกจากการกู้ร่วม ทำได้ไหม
คำตอบ: ทำได้ผ่านกระบวนการที่เรียกว่าไถ่ถอนชื่อผู้กู้ร่วมหรือทำนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์บางส่วน ซึ่งมักต้องให้ผู้กู้ร่วมที่เหลือมีรายได้เพียงพอผ่านเกณฑ์ DSR ของธนาคารเพียงลำพัง และอาจมีค่าธรรมเนียมการทำนิติกรรมเพิ่มเติม ควรติดต่อธนาคารที่กู้อยู่เพื่อสอบถามขั้นตอนที่ถูกต้อง

คำถาม: ถ้าผู้กู้ร่วมเสียชีวิต หนี้ที่เหลือใครรับผิดชอบ
คำตอบ: หากมีการทำประกัน MRTA คุ้มครองสินเชื่อไว้ ทุนประกันจะช่วยชำระหนี้ส่วนที่เหลือตามสัดส่วนที่ทำประกันไว้ หากไม่ได้ทำประกันหรือทำไม่ครบวงเงิน ผู้กู้ร่วมที่เหลือต้องรับภาระหนี้ส่วนที่เหลือทั้งหมดต่อไปตามกฎหมาย

คำถาม: กู้ร่วมแล้วอยากแยกกรรมสิทธิ์ทีหลังทำได้ไหม
คำตอบ: ทำได้ผ่านการทำนิติกรรมแบ่งแยกกรรมสิทธิ์หรือขายส่วนของตัวเองให้อีกฝ่าย แต่ต้องได้รับความยินยอมจากธนาคารเจ้าหนี้ก่อนเสมอ เพราะบ้านยังติดจำนองอยู่กับธนาคาร ไม่สามารถโอนหรือแบ่งกรรมสิทธิ์ได้เองโดยไม่ผ่านธนาคาร

แหล่งอ้างอิง