เช็กวงเงินให้เหมาะกับรายได้
ธนาคารมักอนุมัติวงเงินตามรายได้และภาระหนี้ที่มีอยู่ วงเงินสูงไม่ได้แปลว่าดีเสมอไป ถ้าควบคุมการใช้จ่ายไม่ได้ วงเงินที่สูงอาจกลายเป็นภาระหนี้ที่จัดการยากในภายหลัง
สำหรับผู้มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อเดือน ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดเพดานวงเงินสินเชื่อเพื่อการบริโภครวมทุกสถาบันการเงิน (รวมบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลทุกใบ) ไว้ไม่เกิน 1.5 เท่าของรายได้เฉลี่ยต่อเดือน เช่น เงินเดือน 18,000 บาท วงเงินรวมที่ขอได้ทุกใบบวกกันจะไม่เกินประมาณ 27,000 บาท ส่วนผู้มีรายได้ตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไป ธนาคารจะพิจารณาวงเงินตามเกณฑ์ความเสี่ยงของตัวเองเป็นหลัก ไม่มีเพดานตายตัวตามกฎหมาย แต่ยังต้องผ่านการประเมินภาระหนี้ต่อรายได้เช่นกัน
ค่าธรรมเนียมที่ต้องดู
ควรเช็กค่าธรรมเนียมรายปี (บางใบยกเว้นปีแรกหรือยกเว้นเมื่อมียอดใช้จ่ายถึงเกณฑ์ที่กำหนด) อัตราดอกเบี้ยกรณีจ่ายไม่เต็มจำนวน และค่าธรรมเนียมการถอนเงินสดล่วงหน้าถ้ามี ควรเปรียบเทียบให้ครบก่อนตัดสินใจสมัคร
ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย อัตราดอกเบี้ยรวมค่าธรรมเนียมและค่าปรับของบัตรเครดิตทุกธนาคารถูกกำหนดเพดานไว้ไม่เกิน 16% ต่อปีแบบลดต้นลดดอกคิดเป็นรายวัน จึงไม่ต่างกันมากระหว่างธนาคาร สิ่งที่ต่างกันจริงคือค่าธรรมเนียมรายปี (ทั่วไปหลักร้อยถึงหลักพันบาทต่อปี) ค่าธรรมเนียมความเสี่ยงจากการแปลงสกุลเงินเมื่อรูดบัตรต่างประเทศ และยอดชำระขั้นต่ำที่ธนาคารกำหนดให้จ่ายอย่างน้อย 8% ของยอดคงค้างในแต่ละรอบบิล หากค้างจ่ายเกินกำหนดยังมีค่าธรรมเนียมล่าช้าเพิ่มเติมตามที่แต่ละธนาคารระบุไว้ในสัญญา
สิทธิประโยชน์ควรตรงกับพฤติกรรมใช้จ่ายจริง
เช่น คะแนนสะสมแลกของ เงินคืน หรือส่วนลดร้านค้าที่ใช้บ่อย การเลือกบัตรที่ให้สิทธิ์ตรงกับสิ่งที่ใช้จ่ายอยู่แล้วมักคุ้มค่ากว่าเลือกตามโปรโมชันที่ไม่ตรงกับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง
บัตรใบแรกไม่จำเป็นต้องเลือกบัตรที่ให้สิทธิประโยชน์สูงที่สุดในตลาด เพราะบัตรระดับพรีเมียมมักผูกกับเงื่อนไขรายได้ขั้นต่ำสูงและค่าธรรมเนียมรายปีแพง สำหรับคนเพิ่งเริ่มใช้บัตร ควรเลือกบัตรพื้นฐานที่ไม่มีค่าธรรมเนียมแรกเข้าสูง ให้เงินคืนหรือแต้มสะสมในหมวดที่ใช้จ่ายประจำอยู่แล้ว เช่น ค่าน้ำมัน ค่าอาหาร หรือช้อปออนไลน์ แล้วค่อยพิจารณาอัปเกรดเป็นบัตรที่ให้สิทธิ์มากขึ้นเมื่อมีประวัติการใช้บัตรที่ดีและรายได้สูงขึ้น
เช็กลิสต์ก่อนสมัครบัตรเครดิตใบแรก
- เทียบวงเงินและดอกเบี้ยจากหลายธนาคารก่อนสมัคร
- อ่านเงื่อนไขค่าธรรมเนียมรายปีให้ครบก่อนเซ็นสมัคร
- เลือกสิทธิประโยชน์ที่ตรงกับพฤติกรรมใช้จ่ายจริงของตัวเอง
- อย่าสมัครหลายใบพร้อมกันในช่วงเวลาใกล้กัน เพราะการยื่นขอสินเชื่อถี่ๆ จะถูกบันทึกในเครดิตบูโรและอาจทำให้ธนาคารมองว่าความเสี่ยงสูงขึ้น
คุณสมบัติและเอกสารที่ต้องเตรียม
ผู้สมัครบัตรเครดิตทั่วไปต้องมีอายุตั้งแต่ 20 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป และมีรายได้ประจำตามเกณฑ์ที่ธนาคารกำหนด ซึ่งส่วนใหญ่ใช้เกณฑ์รายได้ขั้นต่ำประมาณ 15,000 บาทต่อเดือนสำหรับบัตรเครดิตทั่วไป บางธนาคารมีบัตรสำหรับผู้เริ่มทำงานที่รายได้ต่ำกว่านี้ได้เช่นกัน แต่มักแลกกับวงเงินเริ่มต้นที่ต่ำกว่าและเงื่อนไขอื่นที่เข้มงวดขึ้น เช่น ต้องมีเงินฝากค้ำประกันหรือใช้บัตรเติมเงินแทนในช่วงแรก เอกสารที่ต้องเตรียมโดยทั่วไปคือสำเนาบัตรประชาชน สลิปเงินเดือนหรือหนังสือรับรองเงินเดือน และสำเนาบัญชีธนาคารที่แสดงรายการเงินเดือนเข้าย้อนหลัง 3-6 เดือน สำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระอาจต้องยื่นเอกสารแสดงรายได้เพิ่มเติม เช่น รายการเดินบัญชีย้อนหลัง 6 เดือนขึ้นไป หรือหลักฐานการเสียภาษีเงินได้
ตัวอย่างการคำนวณวงเงินที่น่าจะได้รับ
สมมติมีรายได้ 20,000 บาทต่อเดือน และยังไม่มีบัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคลใบอื่นเลย เนื่องจากอยู่ในกลุ่มรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาท วงเงินรวมที่ขอได้ทุกสถาบันการเงินรวมกันจะไม่เกิน 1.5 เท่าของรายได้ หรือประมาณ 30,000 บาท หากสมัครบัตรใบแรกใบเดียว ธนาคารอาจอนุมัติวงเงินเต็มเพดานนี้หรือต่ำกว่า ขึ้นอยู่กับประวัติเครดิตและเกณฑ์ภายในของแต่ละธนาคาร แต่ถ้าในอนาคตต้องการสมัครบัตรใบที่สองหรือขอสินเชื่อส่วนบุคคลเพิ่ม วงเงินของใบใหม่จะถูกพิจารณาให้อยู่ภายใต้เพดานรวม 30,000 บาทเดิมนี้ด้วย ไม่ใช่นับใหม่แยกจากกัน ผู้ที่มีรายได้ตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไปไม่ติดเพดานนี้ แต่ธนาคารจะประเมินวงเงินจากภาระหนี้สินต่อรายได้และประวัติเครดิตบูโรแทน
เพดานวงเงินรวมตามรายได้ (สำหรับรายได้ต่ำกว่า 30,000)
ตัวอย่างข้างต้นคำนวณจากรายได้ 18,000 บาทและ 20,000 บาทเท่านั้น ลองใช้สูตรเดียวกัน (1.5 เท่าของรายได้เฉลี่ยต่อเดือน) ไล่ตามระดับรายได้อื่นในกลุ่มที่ยังต่ำกว่า 30,000 บาท เพื่อให้เห็นว่าเพดานขยับตามรายได้อย่างไร:
| รายได้/เดือน | 15,000 บาท | 18,000 บาท | 20,000 บาท | 25,000 บาท | 29,999 บาท |
|---|---|---|---|---|---|
| เพดานวงเงินรวมทุกสถาบันการเงิน (1.5 เท่า) | 22,500 บาท | 27,000 บาท | 30,000 บาท | 37,500 บาท | 44,999 บาท |
เพดานนี้คือผลรวมของทุกบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลที่มีอยู่ในเวลาเดียวกัน ไม่ใช่ต่อใบ ดังนั้นคนรายได้ 15,000 บาทที่เพิ่งเริ่มทำงานจะมีเพดานรวมแค่ 22,500 บาทเท่านั้น หากสมัครบัตรใบแรกไปแล้วได้วงเงินเกือบเต็มเพดาน การขอบัตรใบที่สองหรือสินเชื่อเพิ่มในภายหลังจะทำได้ยากเพราะชนเพดานเดิม ที่น่าสังเกตคือช่วงรอยต่อใกล้ 30,000 บาท เช่น 29,999 บาท เพดานยังคำนวณแบบ 1.5 เท่าอยู่ (44,999 บาท) แต่พอรายได้ขยับถึง 30,000 บาทพอดี กติกาจะเปลี่ยนไปใช้การประเมินความเสี่ยงของแต่ละธนาคารแทนทันที ไม่มีเพดานตายตัวอีกต่อไป
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของมือใหม่
- คิดว่าวงเงินบัตรเครดิตคือเงินของตัวเองที่ใช้ได้อย่างอิสระ ทั้งที่จริงเป็นเงินที่ต้องจ่ายคืนพร้อมดอกเบี้ยหากจ่ายไม่เต็มจำนวน
- ใช้บัตรใกล้เต็มวงเงินเป็นประจำ ซึ่งนอกจากเสี่ยงจ่ายไม่ไหวแล้ว ยังอาจทำให้คะแนนเครดิตบูโรลดลง เพราะสัดส่วนการใช้วงเงินสูงถือเป็นสัญญาณความเสี่ยง
- ลืมวันครบกำหนดชำระเพราะไม่ได้ตั้งเตือนหรือหักบัญชีอัตโนมัติ ทำให้เสียประวัติการชำระตรงเวลา ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดของเครดิตบูโร
- สมัครบัตรใหม่บ่อยเพื่อรับโปรโมชันสมัครใหม่ โดยไม่ปิดบัตรเก่าที่ไม่ได้ใช้ ทำให้มีวงเงินรวมสูงเกินความจำเป็นและบริหารจัดการยากขึ้น
คำถามที่พบบ่อย
คำถาม: บัตรเครดิตใบแรกควรเลือกธนาคารที่ใช้บัญชีเงินเดือนอยู่แล้วไหม
คำตอบ: ไม่จำเป็นเสมอไป แต่การสมัครกับธนาคารที่มีบัญชีเงินเดือนอยู่แล้วมักทำให้กระบวนการอนุมัติเร็วขึ้น เพราะธนาคารเห็นรายการเงินเดือนเข้าโดยตรงและอาจไม่ต้องขอสลิปเงินเดือนเพิ่มเติม
คำถาม: ไม่เคยมีประวัติเครดิตมาก่อน จะสมัครบัตรเครดิตใบแรกได้ไหม
คำตอบ: ได้ ธนาคารจะพิจารณาจากรายได้และเอกสารการเงินอื่นแทนประวัติเครดิต แต่วงเงินเริ่มต้นอาจได้ไม่สูงมากเพราะยังไม่มีประวัติการใช้เครดิตให้อ้างอิง เมื่อใช้บัตรและจ่ายตรงเวลาสักระยะ สามารถขอปรับเพิ่มวงเงินภายหลังได้
คำถาม: ปิดบัตรเครดิตใบแรกทิ้งหลังไม่ได้ใช้แล้ว จะเสียประวัติเครดิตไหม
คำตอบ: การปิดบัตรที่ไม่มีหนี้ค้างไม่ทำให้เสียประวัติ แต่หากเป็นบัตรใบแรกที่เปิดมานาน การปิดอาจทำให้อายุเฉลี่ยของประวัติเครดิตสั้นลงและวงเงินรวมที่มีลดลง ซึ่งอาจส่งผลเล็กน้อยต่อคะแนนเครดิตในบางระบบ ควรพิจารณาให้รอบคอบหากไม่มีค่าธรรมเนียมรายปีที่ต้องเสีย
คำถาม: บัตรเครดิตใบแรกจำเป็นต้องมีคนค้ำประกันไหม
คำตอบ: โดยทั่วไปไม่จำเป็น หากรายได้และเอกสารผ่านเกณฑ์ปกติ ยกเว้นกรณีเป็นบัตรเติมเงินค้ำประกันด้วยเงินฝากสำหรับผู้ที่ยังไม่มีรายได้ประจำหรือรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์คนละประเภทกับบัตรเครดิตปกติ