บัตรเครดิต · อ่าน 7 นาที

บัตรกดเงินสด
คืออะไร ต่างจากบัตรเครดิตแค่ไหน?

เขียนโดย ทีมบรรณาธิการคิดให้

บัตรกดเงินสดมักถูกโฆษณาว่าอนุมัติง่าย กดใช้ได้ทันทีที่ตู้เอทีเอ็ม แต่มีจุดต่างสำคัญจากบัตรเครดิตที่ทำให้ต้นทุนการใช้เงินสูงกว่ามาก มาทำความเข้าใจก่อนสมัคร

บัตรกดเงินสดคืออะไร ทำงานอย่างไร

บัตรกดเงินสดคือสินเชื่อส่วนบุคคลรูปแบบวงเงินหมุนเวียน (Revolving Credit) ที่ออกในรูปบัตรพลาสติกคล้ายบัตรเครดิต ใช้กดเงินสดออกมาใช้ได้จากตู้เอทีเอ็มโดยตรง ต่างจากบัตรเครดิตที่เน้นรูดซื้อสินค้าและบริการ เมื่อชำระคืนเงินต้นบางส่วนหรือทั้งหมด วงเงินจะกลับมาให้ใช้ใหม่ได้ทันทีโดยไม่ต้องขอสินเชื่อใหม่ ดอกเบี้ยเริ่มคิดตั้งแต่วันที่กดเงินออกจากตู้ทันที ไม่มีระยะเวลาปลอดดอกเบี้ยเหมือนบัตรเครดิต

ต่างจากบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลอย่างไร

บัตรเครดิตมีระยะเวลาปลอดดอกเบี้ยหากจ่ายเต็มจำนวนตรงเวลา และใช้รูดซื้อสินค้าได้โดยตรงตามร้านค้าที่รับบัตร ส่วนบัตรกดเงินสดไม่มีระยะปลอดดอกเบี้ยเลย ดอกเบี้ยเดินตั้งแต่วันที่เบิกใช้ และส่วนใหญ่ใช้ได้แค่การกดเงินสดหรือโอนเข้าบัญชี ไม่สามารถรูดซื้อสินค้าได้ ส่วนสินเชื่อส่วนบุคคลแบบก้อนเดียว (Term Loan) จะโอนเงินก้อนเข้าบัญชีครั้งเดียวและผ่อนชำระเป็นงวดคงที่ตามกำหนด ต่างจากบัตรกดเงินสดที่เป็นวงเงินหมุนเวียนใช้เท่าที่จำเป็นและจ่ายคืนแบบยืดหยุ่นกว่า แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะก่อหนี้เพิ่มเรื่อยๆ ได้ง่ายกว่าเช่นกัน เพราะวงเงินกลับมาใช้ใหม่ได้ทันทีทุกครั้งที่ชำระคืน

ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมคิดอย่างไร

บัตรกดเงินสดส่วนใหญ่จัดอยู่ในหมวดสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับของ ธปท. จึงอยู่ภายใต้เพดานดอกเบี้ย ค่าปรับ และค่าธรรมเนียมรวมกันไม่เกิน 25% ต่อปี คำนวณแบบลดต้นลดดอกเช่นเดียวกับสินเชื่อส่วนบุคคลทั่วไป แต่ผู้ให้บริการบางรายเป็นสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์หรือพิโกไฟแนนซ์ ซึ่งมีเพดานดอกเบี้ยสูงกว่า คือไม่เกิน 33% ต่อปีสำหรับนาโนไฟแนนซ์ และไม่เกิน 36% ต่อปีสำหรับพิโกไฟแนนซ์วงเงินไม่เกิน 50,000 บาท ก่อนสมัครจึงควรเช็กให้ชัดว่าผลิตภัณฑ์ที่กำลังจะสมัครอยู่ในหมวดใด เพราะเพดานดอกเบี้ยต่างกันมาก นอกจากดอกเบี้ยแล้วยังอาจมีค่าธรรมเนียมกดเงินสดต่อครั้งและค่าธรรมเนียมรายปีแยกต่างหากด้วย

ควรใช้บัตรกดเงินสดเมื่อไหร่

บัตรกดเงินสดเหมาะสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่ต้องการเงินสดเร่งด่วนจริงๆ และมั่นใจว่าจะจ่ายคืนได้เร็วภายในเวลาสั้น เพราะดอกเบี้ยเดินทุกวันตั้งแต่วันที่กดเงิน ไม่เหมาะกับการใช้เป็นแหล่งเงินสำรองระยะยาวหรือใช้จ่ายเป็นประจำ เพราะภาระดอกเบี้ยจะสะสมเร็วกว่าที่คิด ก่อนสมัครควรเทียบเพดานดอกเบี้ยที่แท้จริงของแต่ละผู้ให้บริการ และพิจารณาว่ามีทางเลือกอื่นที่ต้นทุนถูกกว่า เช่น สินเชื่อส่วนบุคคลแบบก้อนเดียวที่มักมีเพดานดอกเบี้ยต่ำกว่า หรือขอความช่วยเหลือจากคนรู้จักก่อน หากมีบัตรกดเงินสดหลายใบพร้อมกัน ควรระวังไม่ให้ยอดหนี้รวมเกินความสามารถในการชำระคืน

ตัวอย่างการคำนวณดอกเบี้ยบัตรกดเงินสด

สมมติกดเงินสด 20,000 บาท ที่ดอกเบี้ย 25% ต่อปี (เพดานสูงสุดของสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ) หากผ่อนคืนเดือนละ 2,000 บาท เดือนแรกดอกเบี้ยคิดจากเงินต้นเต็มจำนวน = 20,000 x 25% ÷ 12 = 416.67 บาท เท่ากับตัดเงินต้นได้เพียง 2,000 - 416.67 = 1,583.33 บาท เหลือเงินต้น 18,416.67 บาท หากปล่อยไว้ไม่จ่ายคืนเลยเป็นเวลา 1 ปีเต็ม ดอกเบี้ยสะสมจะอยู่ที่ประมาณ 20,000 x 25% = 5,000 บาท หรือคิดเป็น 25% ของเงินต้นที่กดออกมาเพิ่มขึ้นในปีเดียว ต่างจากบัตรเครดิตที่หากจ่ายเต็มจำนวนภายในรอบบัญชีจะไม่มีดอกเบี้ยเลย ตัวเลขข้างต้นเป็นตัวอย่างสมมติเพื่อให้เห็นวิธีคิดเท่านั้น อัตราดอกเบี้ยจริงขึ้นกับผู้ให้บริการแต่ละราย ควรตรวจสอบอัตราที่แท้จริงในสัญญาก่อนกดใช้

เพดานดอกเบี้ยต่างกัน กดเงินก้อนเดียวกัน ต่างกันแค่ไหน

หัวข้อก่อนหน้าคำนวณด้วยเพดาน 25% ต่อปีของสินเชื่อส่วนบุคคลปกติเท่านั้น ลองใช้เงินต้นก้อนเดียวกันคือ 20,000 บาท คำนวณซ้ำด้วยเพดานดอกเบี้ยของนาโนไฟแนนซ์ (33% ต่อปี) และพิโกไฟแนนซ์ (36% ต่อปี) ที่กล่าวถึงข้างต้น เพื่อให้เห็นว่าการไม่เช็กว่าผู้ให้บริการอยู่ในหมวดไหนกระทบดอกเบี้ยจริงแค่ไหน:

ประเภทผู้ให้บริการสินเชื่อส่วนบุคคลปกตินาโนไฟแนนซ์พิโกไฟแนนซ์
เพดานดอกเบี้ยสูงสุดต่อปี25%33%36%
ดอกเบี้ยเดือนแรก (เงินต้น 20,000 บาท)416.67 บาท550.00 บาท600.00 บาท
ดอกเบี้ยสะสม หากไม่จ่ายคืนเลย 1 ปีเต็ม5,000 บาท6,600 บาท7,200 บาท

เงินต้นก้อนเดียวกันเป๊ะที่ 20,000 บาท แต่ถ้ากดจากพิโกไฟแนนซ์แทนสินเชื่อส่วนบุคคลปกติ ดอกเบี้ยสะสม 1 ปีต่างกันถึง 2,200 บาท (7,200 เทียบกับ 5,000 บาท) หรือแพงกว่าราว 44% ทั้งที่หน้าตาบัตรและวิธีใช้งานแทบไม่ต่างกันเลย นี่คือเหตุผลที่บทความก่อนหน้าย้ำว่าต้องเช็กให้ชัดว่าผู้ให้บริการที่กำลังจะสมัครอยู่ในหมวดไหน เพราะเพดานที่ต่างกันแค่ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ต่อปี เมื่อคูณด้วยเวลาที่ปล่อยให้หนี้ค้างไว้นานเข้า ก็กลายเป็นภาระที่ต่างกันหลักพันบาทได้ง่าย ๆ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อใช้บัตรกดเงินสด

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือใช้บัตรกดเงินสดเป็นแหล่งเงินสำรองประจำแทนเงินฉุกเฉินที่ควรมีอยู่แล้ว ทำให้ต้องแบกดอกเบี้ยที่เดินทุกวันเป็นภาระต่อเนื่องระยะยาว อีกความเข้าใจผิดคือคิดว่าบัตรกดเงินสดมีระยะปลอดดอกเบี้ยเหมือนบัตรเครดิต ทำให้ไม่รีบจ่ายคืนและเสียดอกเบี้ยเกินความจำเป็น หลายคนไม่เช็กว่าผู้ให้บริการที่กำลังสมัครเป็นสินเชื่อส่วนบุคคลปกติ (เพดาน 25%) หรือนาโนไฟแนนซ์/พิโกไฟแนนซ์ (เพดานสูงกว่า) ทำให้จ่ายดอกเบี้ยแพงกว่าที่ควรโดยไม่รู้ตัว และบางคนมีบัตรกดเงินสดหลายใบพร้อมกันเพื่อหมุนเงินจากใบหนึ่งไปโปะอีกใบ ซึ่งเป็นสัญญาณของหนี้หมุนที่กำลังบานปลายและมักจบด้วยภาระดอกเบี้ยที่สูงกว่าจำนวนเงินต้นที่กดออกมาแต่แรกมาก

คำถามที่พบบ่อย

คำถาม: บัตรกดเงินสดกระทบเครดิตบูโรเหมือนบัตรเครดิตไหม
คำตอบ: กระทบเช่นเดียวกัน เพราะเป็นสินเชื่อที่ต้องรายงานข้อมูลเข้าเครดิตบูโรตามปกติ หากผิดนัดชำระหรือมียอดหนี้ค้างสะสม จะส่งผลต่อประวัติเครดิตและกระทบการขอสินเชื่ออื่นในอนาคต เช่น สินเชื่อบ้านหรือรถ เหมือนกับหนี้บัตรเครดิตทุกประการ

คำถาม: กดเงินสดจากบัตรเครดิตกับใช้บัตรกดเงินสด ต่างกันอย่างไร
คำตอบ: บัตรเครดิตที่มีฟีเจอร์กดเงินสดมักคิดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมกดเงินสดแยกต่างหากจากการรูดซื้อสินค้า และดอกเบี้ยเดินทันทีไม่มีระยะปลอดดอกเบี้ยเช่นเดียวกับบัตรกดเงินสด ในหลายกรณีอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมใกล้เคียงกัน ควรเปรียบเทียบเงื่อนไขเฉพาะของแต่ละผลิตภัณฑ์ก่อนตัดสินใจใช้

คำถาม: จ่ายขั้นต่ำบัตรกดเงินสดไปเรื่อยๆ หนี้จะหมดเองไหม
คำตอบ: หมดยากมากหรืออาจไม่มีวันหมดหากยอดขั้นต่ำใกล้เคียงกับดอกเบี้ยที่เกิดในแต่ละเดือน เพราะเงินที่จ่ายไปส่วนใหญ่ถูกนำไปตัดดอกเบี้ยก่อน เหลือตัดเงินต้นเพียงเล็กน้อย ควรพยายามจ่ายมากกว่ายอดขั้นต่ำให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้เพื่อลดเงินต้นและภาระดอกเบี้ยสะสม

คำถาม: มีบัตรกดเงินสดหลายใบ ควรปิดใบไหนก่อน
คำตอบ: ควรปิดหรือโปะใบที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงที่สุดก่อนเสมอ เพราะทุกบาทที่โปะเข้าไปลดดอกเบี้ยของใบนั้นได้มากที่สุดต่อบาท หากไม่แน่ใจอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของแต่ละใบ ควรตรวจสอบสัญญาหรือสอบถามผู้ให้บริการแต่ละรายให้ชัดก่อนวางแผนโปะหนี้