กฎหมายการเงิน · อ่าน 8 นาที

กู้เงินดอกเบี้ยเกินกฎหมายไปแล้ว
ทำอย่างไรได้บ้าง?

เขียนโดย ทีมบรรณาธิการคิดให้

ถ้าเผลอตกลงหรือจ่ายดอกเบี้ยเกินเพดานที่กฎหมายกำหนดไปแล้ว ยังมีทางแก้ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่วางหลักไว้

ดอกเบี้ยเกินอัตราที่ตกลงไว้ ผลทางกฎหมายเป็นอย่างไร

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 ห้ามคิดดอกเบี้ยเงินกู้ระหว่างบุคคลทั่วไปเกินร้อยละ 15 ต่อปี ตัวบทเดิมเขียนไว้ว่าถ้าตกลงเกินอัตรานี้ให้ลดลงมาเหลือ 15% แต่แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่วางหลักไว้ล่าสุด (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5376/2560 ที่ประชุมใหญ่) วินิจฉัยว่า เมื่อการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรานี้เข้าข่ายฝ่าฝืนพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษทางอาญาและเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยทั้งหมดจะตกเป็น "โมฆะ" ไปเลย ไม่ใช่แค่ลดลงมาเหลือ 15% ต่อปี ส่วนข้อตกลงเรื่องเงินต้นยังคงสมบูรณ์ตามสัญญาเดิม ลูกหนี้จึงยังมีหน้าที่ต้องคืนเงินต้นอยู่ เพียงแต่ไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยตามที่ตกลงไว้เลย

จ่ายดอกเบี้ยเกินอัตราไปแล้ว เรียกคืนได้ไหม

ก่อนหน้านี้ศาลเคยวางแนวว่าการจ่ายดอกเบี้ยเกินอัตราทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าไม่มีหน้าที่ต้องจ่าย ถือเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจ เรียกเงินคืนไม่ได้ตามหลักลาภมิควรได้ แต่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5376/2560 (ที่ประชุมใหญ่) ได้กลับหลักเดิม โดยวางบรรทัดฐานใหม่ว่าดอกเบี้ยที่จ่ายเกินอัตราไปแล้วนั้น ต้องนำไปหักออกจากเงินต้นที่ยังค้างชำระอยู่ ไม่ใช่เงินที่สูญเปล่าไปเฉย ๆ ถือเป็นแนวทางที่เป็นประโยชน์กับลูกหนี้มากขึ้นกว่าเดิมมาก

เรียกร้องอย่างไรให้ได้ผลจริง

เริ่มจากรวบรวมหลักฐานให้ครบ ทั้งสัญญากู้ยืม สลิปโอนเงินทุกงวด และข้อความหรือหลักฐานที่แสดงอัตราดอกเบี้ยที่ตกลงกัน จากนั้นคำนวณแยกว่าที่ผ่านมาจ่ายเป็นเงินต้นเท่าไร ดอกเบี้ยเท่าไร แล้วคิดยอดดอกเบี้ยส่วนเกินที่ควรนำไปหักลบกับเงินต้นที่ยังค้างอยู่ ขั้นต่อมาคือแจ้งเจ้าหนี้เป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อขอปรับยอดหนี้ตามหลักการนี้ หากตกลงกันไม่ได้ สามารถขอความช่วยเหลือจากสภาทนายความ ศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทของศาล หรือดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลเพื่อให้ศาลวินิจฉัยยอดหนี้ที่แท้จริงให้

เอาผิดเจ้าหนี้ทางอาญาได้ไหม

พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 กำหนดโทษทางอาญาแก่ผู้ให้กู้ที่เป็นบุคคลทั่วไป (ไม่ใช่สถาบันการเงินที่ได้รับอนุญาต) ซึ่งเรียกดอกเบี้ยเกินร้อยละ 15 ต่อปี โดยมีโทษจำคุกและปรับ ความผิดนี้เป็นความผิดอาญาแผ่นดินที่ยอมความไม่ได้ ผู้เสียหายสามารถแจ้งความได้ที่สถานีตำรวจทุกแห่ง หรือติดต่อหน่วยงานที่ดูแลปัญหาหนี้นอกระบบโดยเฉพาะ เพื่อให้ดำเนินคดีกับเจ้าหนี้ต่อไป

เช็กลิสต์ก่อนดำเนินการ

ตัวอย่างการคำนวณดอกเบี้ยส่วนเกินที่หักเข้าเงินต้น

สมมติกู้เงินนอกระบบ 100,000 บาท ตกลงดอกเบี้ยกันปากเปล่าที่ 5% ต่อเดือน (คิดเป็น 60% ต่อปี ซึ่งเกินเพดาน 15% ต่อปีตามมาตรา 654 มาก) ผ่านมา 10 เดือน ผู้กู้จ่ายดอกเบี้ยไปแล้วเดือนละ 5,000 บาท รวม 50,000 บาท โดยยังไม่ได้จ่ายเงินต้นเลย ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5376/2560 ข้อตกลงดอกเบี้ยทั้งหมดตกเป็นโมฆะ เงิน 50,000 บาทที่จ่ายไปในนามดอกเบี้ยทั้งหมดจึงต้องนำไปหักออกจากเงินต้น 100,000 บาท ทำให้ยอดหนี้เงินต้นที่เหลือจริงคือ 100,000 - 50,000 = 50,000 บาทเท่านั้น ไม่ใช่ยังคงค้างเต็ม 100,000 บาทตามที่เจ้าหนี้อาจเรียกเก็บ ตัวเลขข้างต้นเป็นตัวอย่างสมมติเพื่อให้เห็นวิธีคิดตามแนวคำพิพากษาเท่านั้น การคำนวณยอดจริงต้องดูหลักฐานการจ่ายเงินทุกงวดประกอบ และควรให้ทนายความหรือศาลเป็นผู้วินิจฉัยยอดที่แท้จริงในแต่ละกรณี

ตารางเงินต้นคงเหลือเทียบสองแนวคิด ตามระยะเวลาที่จ่าย

ขยายตัวอย่างข้างต้นให้เห็นว่าถ้าผู้กู้จ่าย "ดอกเบี้ย" เดือนละ 5,000 บาทต่อไปเรื่อยๆ จากเงินต้น 100,000 บาท เงินต้นคงเหลือจะลดลงแค่ไหนตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5376/2560 เทียบกับความเข้าใจแบบเดิมที่คิดว่าเงินที่จ่ายไปเป็นดอกเบี้ยล้วนๆ ไม่ได้หักเงินต้นเลย

จำนวนเดือนที่จ่ายยอดที่จ่ายไปทั้งหมด (เดือนละ 5,000 บาท)เงินต้นคงเหลือ ตามแนวคำพิพากษาฎีกา 5376/2560เงินต้นคงเหลือ ตามความเข้าใจแบบเดิม
5 เดือน25,000 บาท75,000 บาท100,000 บาท
10 เดือน (ตามตัวอย่างข้างต้น)50,000 บาท50,000 บาท100,000 บาท
15 เดือน75,000 บาท25,000 บาท100,000 บาท
20 เดือน100,000 บาท0 บาท (ชำระหนี้ครบแล้ว)100,000 บาท (คิดว่ายังติดหนี้เต็มจำนวน)

จุดที่น่าตกใจที่สุดในตารางนี้คือแถวสุดท้าย หลังจ่าย "ดอกเบี้ย" ครบ 20 เดือนในอัตราที่ตกลงกันไว้ ผู้กู้จ่ายเงินไปแล้วเท่ากับเงินต้นทั้งหมดพอดี ซึ่งตามแนวคำพิพากษาฎีกาถือว่าชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว ไม่ต้องจ่ายอะไรเพิ่มอีก แต่ถ้ายังเข้าใจตามแนวเดิมที่คิดว่าเงินที่จ่ายไปเป็นดอกเบี้ยล้วนๆ ผู้กู้อาจถูกเจ้าหนี้เรียกร้องให้จ่ายเงินต้น 100,000 บาทเต็มจำนวนอีกครั้ง ทั้งที่ได้ชำระหนี้ไปครบแล้วจริงๆ นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้การรู้แนวคำพิพากษานี้มีมูลค่าทางการเงินที่จับต้องได้จริง โดยเฉพาะกับผู้ที่เป็นหนี้นอกระบบมานาน

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อเจอดอกเบี้ยเกินกฎหมาย

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือเข้าใจว่าเมื่อดอกเบี้ยเกินอัตราตามกฎหมาย หนี้ทั้งก้อนจะกลายเป็นโมฆะไปด้วย ทั้งที่ตามแนวคำพิพากษา เฉพาะข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยเท่านั้นที่เป็นโมฆะ ส่วนเงินต้นยังคงต้องคืนตามสัญญาเดิม อีกความเข้าใจผิดคือคิดว่าจ่ายดอกเบี้ยเกินไปแล้วเรียกคืนไม่ได้เพราะสมัครใจจ่ายเอง ซึ่งเป็นแนวเก่าที่ศาลฎีกาได้กลับหลักไปแล้วในปี 2560 หลายคนไม่เก็บหลักฐานการโอนเงินหรือสัญญากู้ไว้ให้ครบ ทำให้ยากต่อการพิสูจน์ยอดดอกเบี้ยที่จ่ายเกินไปเมื่อต้องเรียกร้องสิทธิ์ และบางคนไม่กล้าดำเนินการเพราะกลัวถูกเจ้าหนี้ข่มขู่หรือทวงหนี้ผิดกฎหมาย ทั้งที่มีกฎหมายทวงถามหนี้คุ้มครองลูกหนี้จากการทวงหนี้ที่ไม่เป็นธรรมอยู่แล้ว

คำถามที่พบบ่อย

คำถาม: ตกลงดอกเบี้ยเกินกฎหมายแบบปากเปล่า ไม่มีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร ยังใช้สิทธิ์นี้ได้ไหม
คำตอบ: ได้ แต่การพิสูจน์ข้อเท็จจริงจะยากขึ้นหากไม่มีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร ควรรวบรวมหลักฐานทางอ้อมที่มี เช่น สลิปโอนเงิน ข้อความแชทที่พูดถึงอัตราดอกเบี้ยหรือยอดที่ต้องจ่าย และพยานบุคคลที่รู้เห็นข้อตกลง เพื่อนำไปประกอบการเรียกร้องสิทธิ์

คำถาม: หลักการนี้ใช้กับหนี้บัตรเครดิตหรือสินเชื่อจากธนาคารได้ไหม
คำตอบ: มาตรา 654 และแนวคำพิพากษานี้ใช้กับการกู้ยืมเงินระหว่างบุคคลทั่วไปที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน ส่วนธนาคารและผู้ให้บริการทางการเงินที่มีใบอนุญาตมีกฎหมายเฉพาะกำหนดเพดานดอกเบี้ยของแต่ละประเภทสินเชื่อแยกต่างหาก หากดอกเบี้ยเกินเพดานของสินเชื่อประเภทนั้น ควรร้องเรียนต่อธนาคารแห่งประเทศไทยแทน

คำถาม: เจ้าหนี้ไม่ยอมรับว่าตกลงดอกเบี้ยเกินอัตรา ต้องทำอย่างไร
คำตอบ: หากตกลงกันไม่ได้ด้วยการเจรจา ควรรวบรวมหลักฐานทั้งหมดแล้วปรึกษาสภาทนายความหรือศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทของศาล หรือฟ้องร้องต่อศาลเพื่อให้ศาลวินิจฉัยยอดหนี้ที่แท้จริงตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5376/2560 ซึ่งเป็นแนวบรรทัดฐานที่ศาลชั้นต้นและอุทธรณ์ต้องนำไปปรับใช้

คำถาม: คดีแบบนี้มีอายุความไหม ปล่อยไว้นานแล้วยังฟ้องได้ไหม
คำตอบ: มีอายุความตามลักษณะของสิทธิเรียกร้อง ซึ่งขึ้นกับข้อเท็จจริงแต่ละกรณีว่าเป็นการเรียกคืนลาภมิควรได้หรือการต่อสู้ในคดีที่เจ้าหนี้ฟ้องเรียกหนี้ก่อน ควรปรึกษาทนายความโดยเร็วที่สุดเมื่อพบว่าจ่ายดอกเบี้ยเกินอัตรา เพื่อไม่ให้พลาดกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนดในการใช้สิทธิ์