ดอกเบี้ยเกินอัตราที่ตกลงไว้ ผลทางกฎหมายเป็นอย่างไร
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 ห้ามคิดดอกเบี้ยเงินกู้ระหว่างบุคคลทั่วไปเกินร้อยละ 15 ต่อปี ตัวบทเดิมเขียนไว้ว่าถ้าตกลงเกินอัตรานี้ให้ลดลงมาเหลือ 15% แต่แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่วางหลักไว้ล่าสุด (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5376/2560 ที่ประชุมใหญ่) วินิจฉัยว่า เมื่อการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรานี้เข้าข่ายฝ่าฝืนพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษทางอาญาและเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยทั้งหมดจะตกเป็น "โมฆะ" ไปเลย ไม่ใช่แค่ลดลงมาเหลือ 15% ต่อปี ส่วนข้อตกลงเรื่องเงินต้นยังคงสมบูรณ์ตามสัญญาเดิม ลูกหนี้จึงยังมีหน้าที่ต้องคืนเงินต้นอยู่ เพียงแต่ไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยตามที่ตกลงไว้เลย
จ่ายดอกเบี้ยเกินอัตราไปแล้ว เรียกคืนได้ไหม
ก่อนหน้านี้ศาลเคยวางแนวว่าการจ่ายดอกเบี้ยเกินอัตราทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าไม่มีหน้าที่ต้องจ่าย ถือเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจ เรียกเงินคืนไม่ได้ตามหลักลาภมิควรได้ แต่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5376/2560 (ที่ประชุมใหญ่) ได้กลับหลักเดิม โดยวางบรรทัดฐานใหม่ว่าดอกเบี้ยที่จ่ายเกินอัตราไปแล้วนั้น ต้องนำไปหักออกจากเงินต้นที่ยังค้างชำระอยู่ ไม่ใช่เงินที่สูญเปล่าไปเฉย ๆ ถือเป็นแนวทางที่เป็นประโยชน์กับลูกหนี้มากขึ้นกว่าเดิมมาก
เรียกร้องอย่างไรให้ได้ผลจริง
เริ่มจากรวบรวมหลักฐานให้ครบ ทั้งสัญญากู้ยืม สลิปโอนเงินทุกงวด และข้อความหรือหลักฐานที่แสดงอัตราดอกเบี้ยที่ตกลงกัน จากนั้นคำนวณแยกว่าที่ผ่านมาจ่ายเป็นเงินต้นเท่าไร ดอกเบี้ยเท่าไร แล้วคิดยอดดอกเบี้ยส่วนเกินที่ควรนำไปหักลบกับเงินต้นที่ยังค้างอยู่ ขั้นต่อมาคือแจ้งเจ้าหนี้เป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อขอปรับยอดหนี้ตามหลักการนี้ หากตกลงกันไม่ได้ สามารถขอความช่วยเหลือจากสภาทนายความ ศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทของศาล หรือดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลเพื่อให้ศาลวินิจฉัยยอดหนี้ที่แท้จริงให้
เอาผิดเจ้าหนี้ทางอาญาได้ไหม
พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 กำหนดโทษทางอาญาแก่ผู้ให้กู้ที่เป็นบุคคลทั่วไป (ไม่ใช่สถาบันการเงินที่ได้รับอนุญาต) ซึ่งเรียกดอกเบี้ยเกินร้อยละ 15 ต่อปี โดยมีโทษจำคุกและปรับ ความผิดนี้เป็นความผิดอาญาแผ่นดินที่ยอมความไม่ได้ ผู้เสียหายสามารถแจ้งความได้ที่สถานีตำรวจทุกแห่ง หรือติดต่อหน่วยงานที่ดูแลปัญหาหนี้นอกระบบโดยเฉพาะ เพื่อให้ดำเนินคดีกับเจ้าหนี้ต่อไป
เช็กลิสต์ก่อนดำเนินการ
- เก็บสัญญากู้ สลิปโอนเงิน และหลักฐานอัตราดอกเบี้ยที่ตกลงกันไว้ให้ครบ
- คำนวณแยกเงินต้นกับดอกเบี้ยที่จ่ายไปแล้วทั้งหมด เพื่อหายอดดอกเบี้ยส่วนเกิน
- แจ้งเจ้าหนี้เป็นลายลักษณ์อักษรก่อน หากตกลงกันไม่ได้ค่อยไปสู่การไกล่เกลี่ยหรือฟ้องร้อง
- ปรึกษาสภาทนายความหรือนักกฎหมายก่อนตัดสินใจ เพราะข้อเท็จจริงแต่ละกรณีอาจแตกต่างกัน