แต้มสะสมบัตรเครดิตมาจากไหน
ธนาคารผู้ออกบัตรให้แต้มสะสมตามยอดใช้จ่ายผ่านบัตร โดยทั่วไปมักคิดเป็นอัตราส่วนคงที่ เช่น ทุก 25 บาทได้ 1 แต้ม หรือแตกต่างกันไปตามประเภทบัตรและหมวดร้านค้า บางบัตรให้แต้มพิเศษสูงกว่าปกติในหมวดที่กำหนด เช่น ร้านอาหาร ปั๊มน้ำมัน หรือช้อปออนไลน์ แต้มที่สะสมได้นำไปแลกเป็นของรางวัล ส่วนลด ไมล์สะสมสายการบิน หรือเงินคืนเข้าบัญชีได้ตามเงื่อนไขของแต่ละธนาคาร
แต้มสะสมหมดอายุไหม เช็กอย่างไร
แต้มสะสมส่วนใหญ่มีอายุจำกัด ระยะเวลามีอายุแตกต่างกันในแต่ละธนาคารและประเภทบัตร ตั้งแต่ประมาณ 2-3 ปีจากวันที่ได้รับแต้ม ไปจนถึงบางบัตรระดับพรีเมียมที่แต้มไม่มีวันหมดอายุตราบใดที่ยังใช้บัตรใบนั้นอยู่ ควรตรวจสอบเงื่อนไขที่แท้จริงของบัตรตัวเองผ่านแอปธนาคารหรือใบแจ้งยอดบัญชี ซึ่งมักแสดงจำนวนแต้มที่จะหมดอายุและวันหมดอายุไว้ล่วงหน้า เพื่อวางแผนแลกก่อนแต้มหายไปฟรีๆ
แลกอะไรคุ้ม เทียบมูลค่าแต้มต่อบาท
วิธีเช็กว่าแลกอะไรคุ้มคือคำนวณมูลค่าแต้มต่อบาทของแต่ละรายการที่จะแลก แล้วเทียบกับมูลค่าแต้มต่อบาทเฉลี่ยที่ได้จากการใช้จ่าย โดยทั่วไปการแลกเป็นเงินคืนเข้าบัญชีหรือหักยอดค่าใช้จ่ายมักให้มูลค่าต่อแต้มต่ำที่สุด ขณะที่การแลกไมล์สะสมสายการบินหรือของรางวัลเฉพาะทางในโปรโมชันพิเศษบางครั้งให้มูลค่าต่อแต้มสูงกว่า แต่ต้องแลกได้ตรงกับสิ่งที่ต้องใช้จริงจึงจะคุ้ม ไม่ควรแลกของที่ไม่ได้ใช้เพียงเพราะเสียดายแต้มที่ใกล้หมดอายุ เพราะเท่ากับเสียมูลค่าไปโดยไม่ได้ประโยชน์จริง
บัตรแบบ Cashback ต่างจากบัตรสะสมแต้มอย่างไร
บัตรเครดิตแบบเงินคืน (cashback) จะคืนเงินเป็นเปอร์เซ็นต์ของยอดใช้จ่ายกลับเข้าบัญชีหรือหักยอดบิลโดยตรง ไม่ต้องนำแต้มไปแลกเป็นขั้นตอนเพิ่มเติมและไม่มีปัญหาแต้มหมดอายุเพราะเงินคืนมักโอนเข้าให้อัตโนมัติทุกรอบบิล เหมาะกับคนที่ไม่อยากติดตามโปรโมชันแลกแต้มหรือใช้บัตรไม่บ่อยพอจะสะสมแต้มให้คุ้ม ส่วนบัตรสะสมแต้มเหมาะกับคนที่ใช้จ่ายผ่านบัตรสม่ำเสมอและมีเป้าหมายชัดเจนว่าจะแลกอะไร เช่น ไมล์สะสมสำหรับผู้ที่เดินทางบ่อย ซึ่งอาจได้มูลค่าต่อแต้มสูงกว่าเงินคืนธรรมดา
ใช้แต้มสะสมให้คุ้มค่าที่สุด ควรทำอย่างไร
- ตรวจสอบจำนวนแต้มและวันหมดอายุผ่านแอปธนาคารเป็นประจำ อย่ารอให้ธนาคารแจ้งเตือนเพียงอย่างเดียว
- เลือกแลกรายการที่ให้มูลค่าต่อแต้มสูงและตรงกับสิ่งที่จะใช้จริง มากกว่าแลกเพราะเสียดายแต้ม
- เทียบว่าบัตรที่ถืออยู่เหมาะกับรูปแบบสะสมแต้มหรือรับเงินคืนมากกว่า ตามพฤติกรรมการใช้จ่ายของตัวเอง
- หากมีบัตรหลายใบ ควรกระจุกยอดใช้จ่ายไว้ที่บัตรเดียวเพื่อให้สะสมแต้มถึงเกณฑ์แลกได้เร็วขึ้น แทนที่จะกระจายจนแต้มแต่ละใบไม่พอแลกอะไรเลย