การออกรถ · อ่าน 7 นาที

เช่าซื้อ หรือลีสซิ่งรถยนต์
ต่างกันอย่างไร?

เขียนโดย ทีมบรรณาธิการคิดให้

คนทั่วไปมักคุ้นกับคำว่า "ผ่อนรถ" แต่จริง ๆ แล้วมีโครงสร้างสินเชื่อต่างกันตามวัตถุประสงค์การใช้งาน

เช่าซื้อ (Hire Purchase) คืออะไร

เป็นรูปแบบสินเชื่อที่พบบ่อยที่สุดสำหรับบุคคลทั่วไป ผู้ซื้อผ่อนชำระเป็นงวดจนครบตามสัญญา แล้วกรรมสิทธิ์รถจึงโอนมาเป็นของผู้ซื้อ ระหว่างที่ยังผ่อนอยู่ กรรมสิทธิ์ตามกฎหมายยังคงเป็นของบริษัทไฟแนนซ์ ดอกเบี้ยเช่าซื้อมักคิดแบบคงที่ (Flat Rate) ตลอดสัญญา ซึ่งเมื่อแปลงเป็นอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงแบบลดต้นลดดอกแล้วจะสูงกว่าตัวเลขที่เห็นในโฆษณาพอสมควร ควรขอดูอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปีที่ผู้ให้กู้ต้องแจ้งตามกฎหมายก่อนตัดสินใจ

ลีสซิ่ง (Leasing) คืออะไร

มักใช้กับธุรกิจที่ต้องการรถไว้ใช้งานโดยไม่จำเป็นต้องถือครองกรรมสิทธิ์ระยะยาว ค่างวดสามารถบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทางบัญชีได้ และเมื่อครบสัญญาอาจเลือกซื้อรถต่อ ต่อสัญญาเช่าใหม่ หรือคืนรถได้ตามเงื่อนไขที่ตกลงไว้ ลีสซิ่งยังแบ่งย่อยเป็นลีสซิ่งการเงิน (Finance Lease) ที่มีเงื่อนไขใกล้เคียงเช่าซื้อและมักซื้อรถต่อเมื่อครบสัญญา กับลีสซิ่งดำเนินงาน (Operating Lease) ที่เน้นการใช้งานระยะสั้นและคืนรถเมื่อครบสัญญาโดยไม่มีเจตนาซื้อต่อ ซึ่งมีผลทางบัญชีและภาษีต่างกัน

เลือกแบบไหนดี

บุคคลทั่วไปที่ซื้อรถไว้ใช้เองส่วนใหญ่เหมาะกับสินเชื่อเช่าซื้อ ส่วนธุรกิจที่ต้องการบริหารกระแสเงินสดและพิจารณาสิทธิประโยชน์ทางภาษีอาจพิจารณาลีสซิ่งแทน ควรปรึกษาไฟแนนซ์หรือนักบัญชีเพื่อเลือกรูปแบบที่เหมาะกับวัตถุประสงค์ของตัวเอง ปัจจัยสำคัญที่ควรพิจารณาคือธุรกิจต้องการถือครองรถเป็นสินทรัพย์ระยะยาวหรือแค่ต้องการใช้งานเป็นช่วงเวลาแล้วเปลี่ยนรถใหม่ เพราะส่งผลต่อทั้งโครงสร้างสัญญาและวิธีบันทึกบัญชีที่เหมาะสม

เช็กลิสต์ก่อนตัดสินใจ

ตัวอย่างการเปรียบเทียบต้นทุนเช่าซื้อกับลีสซิ่ง

สมมติธุรกิจต้องการรถกระบะราคา 800,000 บาท หากเลือกเช่าซื้อ ดาวน์ 20% (160,000 บาท) ยอดจัด 640,000 บาท ผ่อน 5 ปี ดอกเบี้ยคงที่ 3.5% ต่อปี ดอกเบี้ยรวมตลอดสัญญาประมาณ 640,000 x 3.5% x 5 = 112,000 บาท เมื่อผ่อนครบรถเป็นกรรมสิทธิ์ของธุรกิจทันที ในทางกลับกัน หากเลือกลีสซิ่งดำเนินงานระยะ 3 ปี ค่าเช่าต่อเดือนอาจอยู่ที่ประมาณ 18,000-22,000 บาท (ขึ้นกับเงื่อนไขและมูลค่าคงเหลือที่กำหนด) รวม 3 ปีประมาณ 648,000-792,000 บาท แต่ไม่ได้กรรมสิทธิ์รถเมื่อครบสัญญา ต้องคืนรถหรือจ่ายเพิ่มเพื่อซื้อต่อตามมูลค่าคงเหลือที่ตกลงไว้ ตัวเลขข้างต้นเป็นตัวอย่างสมมติเพื่อให้เห็นวิธีคิดเท่านั้น อัตราดอกเบี้ย ค่าเช่า และเงื่อนไขจริงต่างกันมากตามผู้ให้บริการแต่ละราย ควรขอใบเสนอราคาจริงมาเปรียบเทียบพร้อมปรึกษานักบัญชีเรื่องผลทางภาษีของแต่ละแบบ

เทียบต้นทุนต่อปีจริง เช่าซื้อ vs ลีสซิ่ง

ตัวเลขจากตัวอย่างข้างต้นเทียบกันตรง ๆ ยาก เพราะระยะสัญญาไม่เท่ากัน (เช่าซื้อ 5 ปี ลีสซิ่ง 3 ปี) และแบบหนึ่งได้กรรมสิทธิ์รถอีกแบบไม่ได้ ลองปรับเป็นต้นทุนเฉลี่ยต่อปีเพื่อให้เทียบกันได้ตรงขึ้น โดยใช้ค่างวดเช่าซื้อที่คำนวณจากยอดจัด 640,000 บาท บวกดอกเบี้ยรวม 112,000 บาท หารด้วย 60 งวด และใช้ค่าเช่าลีสซิ่งที่จุดกึ่งกลางของช่วง 18,000-22,000 บาท คือ 20,000 บาทต่อเดือน:

รายการเช่าซื้อ (5 ปี)ลีสซิ่งดำเนินงาน (3 ปี)
ค่างวด/ค่าเช่าต่อเดือน12,533 บาท20,000 บาท (ค่ากลาง)
ยอดรวมค่างวด/ค่าเช่าตลอดสัญญา752,000 บาท720,000 บาท
รวมเงินดาวน์เริ่มต้น+160,000 บาทไม่ได้ระบุในตัวอย่าง
ต้นทุนรวมตลอดสัญญา912,000 บาท720,000 บาท
เฉลี่ยต้นทุนต่อปี182,400 บาท/ปี240,000 บาท/ปี
กรรมสิทธิ์เมื่อครบสัญญาเป็นของธุรกิจทันทีต้องคืนรถ หรือจ่ายเพิ่มตามมูลค่าคงเหลือถ้าต้องการซื้อต่อ

เมื่อคิดเป็นต้นทุนต่อปี เช่าซื้อถูกกว่าลีสซิ่งในตัวอย่างนี้ (182,400 บาท/ปี เทียบกับ 240,000 บาท/ปี) แต่ตัวเลขนี้ยังไม่รวมมูลค่ารถที่ธุรกิจได้ถือครองเป็นสินทรัพย์เมื่อผ่อนครบ ขณะที่ลีสซิ่งไม่ได้กรรมสิทธิ์นั้นเลยหากไม่จ่ายเพิ่มซื้อต่อ ดังนั้นตัวเลขต่อปีที่ต่ำกว่าของลีสซิ่งไม่ได้แปลว่าคุ้มกว่าเสมอไป ต้องชั่งน้ำหนักกับสิ่งที่ได้กลับมาเมื่อครบสัญญาด้วย ธุรกิจที่อยากเปลี่ยนรถบ่อยหรือไม่ต้องการแบกสินทรัพย์ระยะยาวอาจมองว่าต้นทุนต่อปีที่สูงกว่าของลีสซิ่งคุ้มค่ากับความยืดหยุ่นที่ได้

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อเลือกสินเชื่อรถ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือเปรียบเทียบค่างวดเช่าซื้อกับค่าเช่าลีสซิ่งตรง ๆ โดยไม่คำนึงว่าเช่าซื้อจบแล้วได้กรรมสิทธิ์รถ ส่วนลีสซิ่งดำเนินงานจบแล้วต้องคืนรถ ทำให้เปรียบเทียบมูลค่าที่แท้จริงผิดพลาด อีกความเข้าใจผิดคือคิดว่าดอกเบี้ยคงที่ (Flat Rate) ที่เห็นในโฆษณาคือดอกเบี้ยที่แท้จริง ทั้งที่เมื่อแปลงเป็นอัตราลดต้นลดดอกแล้วสูงกว่ามาก หลายธุรกิจเลือกลีสซิ่งเพราะเข้าใจว่าประหยัดภาษีเสมอ โดยไม่ได้คำนวณเปรียบเทียบกับการคิดค่าเสื่อมราคาจากการซื้อขาดหรือเช่าซื้อ ซึ่งบางกรณีอาจให้ประโยชน์ทางภาษีใกล้เคียงกันหรือมากกว่า และบางคนไม่อ่านเงื่อนไขมูลค่าคงเหลือ (Residual Value) ของสัญญาลีสซิ่งให้ละเอียด ทำให้ประหลาดใจกับยอดที่ต้องจ่ายเพิ่มหากต้องการซื้อรถต่อเมื่อครบสัญญา

คำถามที่พบบ่อย

คำถาม: บุคคลทั่วไปที่ไม่ได้ทำธุรกิจ เลือกลีสซิ่งได้ไหม
คำตอบ: โดยหลักการลีสซิ่งเปิดให้บุคคลทั่วไปใช้ได้เช่นกัน แต่ในทางปฏิบัติผู้ให้บริการส่วนใหญ่มักเสนอผลิตภัณฑ์นี้ให้กลุ่มธุรกิจเป็นหลัก เพราะประโยชน์หลักของลีสซิ่งอยู่ที่การบันทึกบัญชีและสิทธิประโยชน์ทางภาษีของนิติบุคคล บุคคลทั่วไปที่ซื้อรถใช้เองจึงมักเหมาะกับเช่าซื้อมากกว่า

คำถาม: เช่าซื้อผิดนัดชำระ ไฟแนนซ์ยึดรถได้เลยไหม
คำตอบ: ไฟแนนซ์มีสิทธิ์ยึดรถคืนได้หากผิดนัดชำระตามเงื่อนไขในสัญญา แต่ต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด เช่น การแจ้งเตือนล่วงหน้า และหลังยึดคืนต้องขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาหักลบยอดหนี้คงเหลือ ส่วนต่างหากมีจะต้องคืนให้ผู้เช่าซื้อ หรือหากขายได้ไม่พอ ผู้เช่าซื้ออาจยังต้องรับผิดชอบส่วนต่างที่เหลือ

คำถาม: ลีสซิ่งดำเนินงานครบสัญญาแล้ว จำเป็นต้องซื้อรถต่อไหม
คำตอบ: ไม่จำเป็น ขึ้นกับเงื่อนไขที่ตกลงไว้ตั้งแต่ต้น โดยทั่วไปมีทางเลือกคือคืนรถ ต่อสัญญาเช่าใหม่ หรือซื้อรถต่อตามมูลค่าคงเหลือที่กำหนดไว้ ควรอ่านสัญญาให้ชัดเจนตั้งแต่ต้นว่ามีทางเลือกอะไรบ้างเมื่อครบกำหนด

คำถาม: ทำไมดอกเบี้ยเช่าซื้อรถมักดูต่ำกว่าสินเชื่อบ้าน ทั้งที่จริงอาจแพงกว่า
คำตอบ: เพราะสินเชื่อเช่าซื้อรถส่วนใหญ่แจ้งดอกเบี้ยแบบคงที่ (Flat Rate) ซึ่งตัวเลขต่ำกว่าดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก (Effective Rate) ที่สินเชื่อบ้านใช้แจ้งโดยธรรมชาติของวิธีคำนวณ ควรแปลงเป็นอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงก่อนเปรียบเทียบเสมอ ไม่ใช่ดูตัวเลขที่โฆษณาโดยตรง