สัญญาณที่ 1: ค่างวดกินสัดส่วนรายได้มากเกินไป
หลักทั่วไปที่หลายคนใช้คือค่างวดรถไม่ควรเกินสัดส่วนหนึ่งของรายได้สุทธิต่อเดือน หากค่างวดรวมกับหนี้อื่น ๆ ทำให้เหลือเงินใช้จ่ายประจำวันน้อยลงมาก อาจเป็นสัญญาณว่าเลือกรุ่นหรือระยะผ่อนที่หนักเกินไป
สัญญาณที่ 2: ไม่มีเงินสำรองฉุกเฉินเหลือ
หากผ่อนรถจนไม่เหลือเงินสำรองสำหรับเหตุฉุกเฉิน เช่น ค่ารักษาพยาบาลหรือซ่อมรถกะทันหัน การผ่อนชำระอาจเสี่ยงสะดุดได้ง่ายเมื่อมีค่าใช้จ่ายไม่คาดฝัน
สัญญาณที่ 3: ลืมคิดค่าใช้จ่ายแฝงของการมีรถ
นอกจากค่างวด ยังมีค่าน้ำมัน ค่าประกันภัยรายปี ค่าทางด่วน และค่าบำรุงรักษา หากรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้วเกินงบที่วางไว้ ควรทบทวนแผนการเงินใหม่ก่อนตัดสินใจซื้อ
ถ้าพบว่าเกินตัวควรทำอย่างไร
ลองคำนวณใหม่ด้วยเงินดาวน์ที่สูงขึ้นหรือระยะผ่อนที่นานขึ้นเพื่อลดค่างวดต่อเดือน หรือพิจารณารุ่นรถที่ราคาเบาลง เพื่อให้ค่างวดอยู่ในระดับที่จ่ายได้สบายในระยะยาว
เช็กลิสต์ก่อนตัดสินใจซื้อรถ
- คำนวณค่างวดเทียบกับรายได้สุทธิจริง ไม่ใช่รายได้ก่อนหักภาษี
- กันเงินสำรองฉุกเฉินแยกจากเงินดาวน์และค่างวด
- รวมค่าใช้จ่ายแฝงของการมีรถเข้าไปในงบประมาณด้วย